Tag Archive | "อินทรีเหล็ก"

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1954

Posted on 10 May 2010 by halahuya


เนื่องจากปี 1954 เป็นการครบรอบปีที่ 50 ของสหพันธ์ลูกหนังโลก (ฟีฟ่า) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะเหตุนี้ศึกฟาดแข้งระดับโลก รอบสุดท้ายในปีนี้ จึงระเบิดขึ้นที่เมืองนาฬิกา

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบครึ่งศตวรรษของฟีฟ่านั่นเอง การแข่งขันในครั้งนี้ทั้งหมด 16 ทีมที่ผ่านเข้ามาในรอบสุดท้าย จะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม แต่จะไม่ใช่การแข่งแบบพบกันหมดทั้ง 3 ทีม โดยแต่ละกลุ่มจะหวดกันทีมละ 2 นัดเท่านั้น เนื่องจากระบบใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในปีนั้น ในแต่ละกลุ่มจะมีทีมวางอันดับอยู่ 2 ทีม และอีก 2 ทีมที่ไม่ใช่ทีมวาง ซึ่งตามกฎในครั้งนั้น ทีมที่เป็นทีมวางจะไม่ต้องเจอกันเอง และก็จะลงสนามพบกับทีมที่ไม่ใช่ทีมวางเท่านั้น นั่นจึงเหตุผลที่ว่าทำไมแต่ละทีมในกลุ่มถึงได้เหนื่อยกันแค่ 2 เกมเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ในกรณีที่ทีมอันดับ 2 มีคะแนนเท่ากัน ทั้ง 2 ทีมก็จะต้องไปหวดเพลย์-ออฟกัน เพื่อแย่งที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้ศึกเวิลด์ คัพ กลายเป็นเกมแบบซัดเดนเดธ ตั้งแต่ไก่โห่ โดยภายใต้ระบบอันซับซ้อนยุ่งเหยิงและน่าปวดหัวนี้ ทีมที่ไม่ใช่ทีมวางสามารถแพ้ต่อทีมวางและก็อาจจะกลับมาจ๊ะเอ๋กันอีกครั้งใน รอบชิงชนะเลิศได้ด้วย แต่มีข้อแม้ว่าทีมนั้นๆ จะต้องผ่านทีมวางอีก 1 ที่เหลือในกลุ่มและจะต้องเป็นฝ่ายได้เฮในรอบเพลย์-ออฟ

บราซิล ภายใต้การคุมทีมของ เซเซ่ โมเรร่า ยังคงเป็นทีมเต็งในสายตาชาวโลกอยู่วันยังค่ำ นอกจากนี้ยังมีกำลังเสริมชั้นดีเข้ามาเพิ่มศักยภาพให้น่าเกรงขามมากขึ้น อย่างเช่น 2 ฟูลแบ๊กนามสกุล “ซานโต๊ส” อย่าง ดียาม่า และ นิลตัน รวมไปถึงดิดี้ จอมทัพตัวปั้นเกม, จูลินโญ่ และ เมารินโญ่ 2 ปีกจอมพลิ้ว ขณะที่ตัวเก๋าที่หลงเหลือมาจากเมื่อปี 1950 อย่างเช่นแบ๊กขวา โฮเซ่ เบาเออร์ ก็พร้อมช่วยทีมเช่นกัน

อย่างไรก็ตามทีมที่เป็นเต็ง 1 จริงๆ ในหนนี้ กลับเป็น “แม็กยาร์” ฮังการี โดยก่อนหน้าทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น พวกเขาเป็นทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างเลิศหรู ด้วยการที่ไม่แพ้ใครมานาน รวมไปถึงการเป็นแชมป์โอลิมปิกปี 1952 จากนั้นก่อนสอนบอลทีมแกร่งอย่าง “สิงโตคำราม” อังกฤษ ด้วยสกอร์ที่ไม่น่าเชื่ออย่าง 6-3 และ 7-1 โดย ฮังการี เจอกับทีมระดับหัวแถวของยุโรปทั้งหมด 25 เกม ในช่วงนั้น และสมารถสอยตาข่ายไปได้ถึง 104 ประตู เสียไปเพียง 25 ลูกเท่านั้น

ส่วนทางฝ่ายเจ้าภาพเมืองนาฬิกา ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงทีมไม้ประดับ ขณะเดียวกันฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่มีการแพร่ภาพสดๆ ทางจอสี่เหลี่ยม ตั้งแต่ทัวร์นาเมhนต์เริ่ม สายตาของช่างภาพส่วนใหญ่ต่างจับจ้องไปที่แข้งของขุนพลแม็กยาร์แทบทั้งนั้น โดยทุกนัดที่ลงสนาม ตั๋วจะถูกขายเกลี้ยงแทบไม่เหลือ และผู้ชมก็ได้ลิ้มรสเกมลูกหนังที่คุ้มค่าต่อเงินที่เสียไปจริงๆ

เกมแรกนักเตะฮังกาเรียน ก็จัดการสอนบอลทีมไร้ประสบการณ์อย่าง “โสมขาว” เกาหลีใต้ ด้วยผลการแข่งขันที่เป็นสถิติใหม่ของศึกลูกหนังโลก รอบสุดท้าย 9-0 ส่วนเหยื่อรายต่อมาก็คือ “อินทรีเหล็ก” เยอรมันตะวันตก ซึ่งโดนไป 8-3 ทำให้ฮังการีซัดไปแล้ว 17 ลูก จากการลงสนามเพียง 2 นัด และผลการแข่งขันนัดนั้น ก็ถือว่าเป็นการพ่ายที่เละเทะที่สุดของทีมจากเมืองเบียร์ นับตั้งแต่เริ่มลงสนามมาเมื่อปี 1908 อย่างไรก็ตามการพ่ายแพ้ของพวกด๊อยท์ช ก็ไม่ได้ทำให้ต้องวิตกอะไรมาก เนื่องจากส่งตัวสำรองลงสนามไปถึง 7 คน เพราะต้องการพักตัวหลักๆ เอาไว้ก่อน

เกมนัดต่อมาทีมอินทรีเหล็กก็ถล่มตุรกีไป 4-1 ทำให้รู้ว่ายังมีอนาคตอันสดใสรออยู่อย่างแน่นอน แม้ว่าจะพ่ายต่อฮังการี ยับเยินขนาดนั้น ส่วนทีมผู้ดีอังกฤษ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 4 เริ่มต้นได้อย่างน่าผิดหวัง ทั้งที่ขึ้นนำเบลเยียมอยู่ถึง 3-1 ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยการเสมอกัน 4-4 แต่ก็ได้ผ่าน เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อชนะสวิตเซอร์แลนด์เจ้าภาพไปสบายๆ 2-0

ในรอบควอเตอร์ไฟนั่ล ทีม “จอมโหด” อุรุกวัย ยังโชว์ความร้อนแรงต่อไป ด้วยการถล่มอังกฤษ 4-2 มาจากการผลงานอันสุดห่วยของ กิล เมอร์ริค ผู้รักษาประตูทีมสิงโตคำราม ขณะที่เยอรมันตะวันตกก็เอาชนะยูโกสลาเวียไป 2-0 แต่เกมที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดคือการพบกันระหว่าง ฮังการี และ บราซิล ซึ่งหวดกันอย่างดุเดือด ถึงกับได้ชื่อว่าเป็น “สงครามแห่งกรุงเบิร์น” ก่อนที่พลังแข้งแม็กยาร์จะเป็นฝ่ายปราบทีมกาแฟไป 4-2

ในรอบตัดเชือก ฮังการีจึงได้มาพบกับอุรุกวัย โดยเกมนี้ถือว่าเป็นเกมฟาดแข้งที่น่าจดจำมากที่สุดเกมหนึ่ง ก่อนที่ผู้ชมจะได้ยลลูกโหม่งอันสุดสวยของ ซานดอร์ ค็อคซิส ถึง 2 ครั้ง ช่วงก่อนที่การต่อเวลาจะหมดลง 5 นาที และช่วยให้ฮังการีเอาชนะไป 4-2 ถือเป็นการพ่ายแพ้เกมแรกของ อุรุกวัยในฟุตบอลโลกอีกด้วย
จุดสุดยอดของทัวร์นาเมนต์มาเกิดขึ้น เมื่อคู่ชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างฮังการีและเยอรมันตะวันตก ทั้งที่ก่อนหน้านัดชิงจะเริ่มขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ นักเตะแม็กยาร์ เพิ่งจะถลุงพวกอินทรีเหล็ก มาอย่างยับเยิน แต่ครั้งนี้ เซปป์ แฮร์เบอร์เกอร์ กุนซือเมืองเบียร์ จัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนาม ส่วนเทรนเนอร์ กุสตาฟ เซเบส ของฮังการี ก็ตัดสินใจส่ง เฟเรนซ์ ปุสกัส ซูเปอร์สตาร์ ที่ไม่สมบูรณ์ลงเล่นเช่นกัน

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ปี 1954 ระเบิดขึ้นที่สนามวังค์ดอร์ฟ สเตเดี้ยม ในวันที่ 4 กรกฎาคม ท่ามกลางสายตาผู้ชมกว่า 60,000 คู่ แต่สภาพสนามในวันนั้นไม่เป็นใจเท่าที่ควร เนื่องจากมีฝนตกโปรยปรายลงมา เพียงแค่ 8 นาทีแรก ฮังการีก็นำไปก่อนถึง 2-0 จากฝีเท้าของ ปุสกัส และซิบอร์ แต่ใน 3 นาทีให้หลัง มักซ์ เมอร์ล็อค ก็รับลูกเปิดของ ฮันส์ เชเฟอร์ ก่อนแหวกแนวรับฮังการี เข้าไปยิงตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 และในนาทีที่ 18 สกอร์ก็มาเท่ากันที่ 2-2 จนได้ เมื่อเฮลมุท ราห์น ได้บอลจากความผิดพลาดของ โกรซิคส์ นายประตูแม็กยาร์ ก่อนที่จะยิงเข้าไป ผู้คนทั้งสนามต่างพากันคิดว่าเกมจะต้องยืดเยื้อไปถึงช่วงต่อเวลาเป็นแน่ แต่ทุกอย่างก็มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อ ราห์น สามารถฉกบอลได้จากลันโต๊ส และลากเข้าไปถึงกรอบโทษ ก่อนที่จะตะบันผ่านมือ โกรซิคส์ เข้าไปตุงตาข่าย เป็นประตูชัยให้ทีมอินทรีเหล็ก

อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายเกมปุสกัสยิงได้อีก 1 ประตู แต่เมอร์วิน กริฟฟิธส์ ผู้ตัดสินที่ลงเป่าในเกมนี้ไม่ให้เป็นลูกได้ประตู โดยชี้ว่าเป็นการล้ำหน้า และในนาทีสุดท้าย ตูเร็ค ก็โชว์ฟอร์มซูเปอร์เซฟปัดป้องลูกยิงของซิบอร์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

หมดเวลาการแข่งขัน ทีมอินทรีเหล็ก จึงกลายเป็นทีมแรกที่ไม่ใช่ทีมวาง และสามารถผงาดขึ้นเป็นเจ้าโลกได้สำเร็จ ขณะเดียวกันชัยชนะ 3-2 ก็เป็นการยุติสถิติของ ฮังการี ที่ไม่แพ้ใครติดต่อกัน 30 นัด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 1950 ของขุนแข้ง แม็กยาร์ ลงอย่างสิ้นเชิง

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1990

Posted on 10 May 2010 by halahuya

ก่อนที่เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ จะระเบิดศึกขึ้นมา วันนี้ พวกเราเหล่าคอลูกหนัง มาร่วมกันย้อนรอยดูจุดกำเนิดของศึก เวิล์ด คัพ ตั้งแต่ ครั้งแรก – ปัจจุบัน เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนเลย

ศึกฟุตบอลโลก ปี 1990 ได้บังเกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี หลังจากที่พลาดหวังมาในการชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง ติดต่อกันสำหรับทีมชาติ “อินทรีเหล็ก”เยอรมนีตะวันตก มาถึงคราวนี้ขุนพล “อินทรีเหล็ก” ได้ก้าวครองแชมป์สมัยที่ 3 เป็นที่เรียบร้อย แต่ทว่าการแข่งขันที่ อิตาลี 1990 นั้นกลับมีเรื่องที่น่าผิดหวัง หลังจากแฟนบอลทั่วโลกตั้งต่รอคอยมาถึง 4 ปี เมื่อ หลายชาติเล่นกันแบบเน้นเกมรับเป็นหลัก จึงทำให้หลายคู่ที่ต้องตัดสินผลแพ้-ชนะกันด้วยการดวลจุดโทษ

โดยเฉพาะ เกมนัดชิงชนะเลิศ ที่แม้ว่าจะไม่ต้องดวลจุดโทษตัดสิน แต่ทีมเยอรมนีตะวันตก ต้องใช้ลูกจุดโทษของ อันเดรียส์ เบรห์เม่ เป็นการตัดสินในการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 มาครอง และ “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา ผู้ปราชัยในนัดชิงฯ กลับกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่ไม่สามารถทำประตูได้ ในนัดชิงชนะเลิศ รวมทั้งมีผู้เล่นถูกไล่ออกจากสนามถึง 2 คน ด้วยกัน และทั้งสองทีมต่างก็ผ่านรอบรองชนะเลิศมาด้วยการยิงจุดโทษเมื่อ อาร์เจนตินานั้นผ่านอิตาลีเจ้าภาพ และเยอรมนี นั้นผ่าน อังกฤษมา

แต่ทว่า ทีมจอมเซอร์ไพรส์แห่งเวิล์ด คัพ 1990 นั้นเป็นของ “หมอผี” แคเมอรูน ที่สามารถทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย และ คอสตาริกา ที่เข้ารอบ 16 ทีม สุดท้ายได้ รวมทั้งมี โรเจอร์ มิลลา ดาวยิงของทัพ “หมอผี” ที่ติดทีมชาติมาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แม้ว่าจะมีอายุปาเข้าไป 38 ปี แล้วก็ตาม นอกจาก มิลลา ที่เป็นที่จดจำจากการเป็นนักเตะที่แก่ที่สุดที่ทำประตูในรอบสุดท้ายด้วยอายุ 38 ปี กับอีก 20 วันแล้ว นักเตะคนอื่นๆ ที่เซอร์ไพรส์ขึ้นมาก็ยังมี ซัลวาตอเร สคิลลาชี และ แซร์จิโอ กอยโกเชีย อีก 2 คน

โดยที่เจ้า “โตโต้” ซัลวาตอเร สคิลลาชี ผู้เล่นของ “อัซซูรี่” อิตาลี นั้นโผล่มาเป็นดาวยิงสูงสุดของทัวร์นาเม้นท์นี้ จากการพังประตูไป 6 ลูกได้อย่างเหลือเชื่อเพราะว่า ก่อนหน้าในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย สคิลลาชี เพิ่งจะลงเล่นในนามทีมชาติได้ไม่กี่เกม และ ก็มาลุยบอลโลก ด้วยการเป็นตัวสำรอง แต่สุดท้ายก็ระเบิดฟอร์มจนเกือบพาทีมเข้าชิงชนะเลิศได้

ส่วน แซร์จิโอ กอยโกเชีย นายทวารของทีม “ฟ้า-ขาว” ก็ทำผลงานได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อ เนรี ปุมปิโด โกลมือ 1 เกิดบาดเจ็บในเกมนัดเปิดสนาม กับ แคเมอรูน และ เจ้า “กอยโกเชีย” ได้ลงเล่นแทน 7 นัด แต่เสียเพียงแค่ 2 ประตู เท่านั้น โดยในรอบรองชนะเลิศที่ทั้งสองคนมาเจอกันเอง แม้ว่า สคิลลาชี จะยิงได้ 1 ประตู แต่ อาร์เจนตินา ก็ได้ เคลาดิโอ คานิกเกีย ที่จับคู่กับ ดิเอโก มาราโดนา พาชาวอาร์เจนไตน์คว่ำ “แซมบ้า” บราซิล ด้วยการมายิงตีเสมอให้ทีม ก่อนกำชัยชนะ ด้วยการดวลลูกจุดโทษ ซึ่งก่อนหน้านี้ กอยโกเชีย ก็ช่วยเซฟประตูให้ “ฟ้า-ขาว” ผ่าน ยูโกสลาเวีย ในการดวลจุดโทษมาแล้วในรอบ 2

ขณะที่เส้นทางของทีมแชมป์โลกนั้น เริ่มต้นมาได้อย่างสวยหรู เมื่อ ไล่ต้อน ยูโกสลาเวีย 4-1,  ถลุง ยูเออี 5-1 และ เสมอ โคลัมเบีย 1-1 ในรอบแรก ก่อนที่รอบ 2 เอาชนะ ฮอลแลนด์ 2-1 ตามด้วยการบดเอาชนะ เช็กโกสโลวะเกีย 1-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และ ยิงลูกจุดโทษชนะ อังกฤษ 4-3 ในรอบรองชนะเลิศ หลังจากที่ในเวลาเสมอกัน 1-1

ในนัดชิงชนะเลิศแม้ว่า “อินทรีเหล็ก” เยอรมนีตะวันตก จะต้องเอาชนะด้วยการเป่าจุดโทษของผู้ตัดสินชาวเม็กซิกัน แต่เรื่องของรูปเกมนั้นทีม”อินทรีเหล็ก” ทำได้เหนือกว่ามาก จากการที่มีนักเตะชั้นยอดในทีมมากมายไม่ว่าจะเป็น โลธาร์ มัทเธอุส, อันเดรียส์ เบรห์เม่, รูดี้ โฟลเลอร์, เจอร์เกน คลิ้นส์มันน์, เจอร์เกน โคห์เลอร์ และโธมัส เฮสเลอร์ รวมไปถึงมี ฟรานซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ เป็นกุนซือชั้นดี จึงจัดว่า เป็นปีที่เหมาะสมที่สุดที่ เยอรมันตะวันตก จะได้แชมป์โลก 3 สมัย เป็นทีมที่ 3 ต่อจาก “แซมบ้า” บราซิล และ “อัซซูรี่” อิตาลี

เกร็ดน่ารู้กับอิตาลี 1990 : “โตโต้” ซัลวาตอเร สคิลลาชี เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำ ในเวิล์ด คัพ 1990 ถือว่า แจ้งเกิดในช่วงข้ามคืน เพราะว่า ก่อนหน้าที่จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย กองหน้าของ “ม้าลาย” ยูเวนตุส รายนี้ เพิ่งจะลงเล่นให้กับทีมชาติอิตาลี เพียงแค่นัดเดียว เท่านั้น แต่ทว่า ในเกมนัดแรกที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา ปะทะกับ ออสเตรีย ก็สามารถยิงประตูชัยให้ทีมชนะไป 1-0 จนได้

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1974

Posted on 10 May 2010 by halahuya

ก่อนที่เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ จะระเบิดศึกขึ้นมา วันนี้ พวกเราเหล่าคอลูกหนัง มาร่วมกันย้อนรอยดูจุดกำเนิดของศึก เวิล์ด คัพ ตั้งแต่ ครั้งแรก – ปัจจุบัน เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนเลย

การแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1974 ถูกจัดขึ้นในทวีปยุโรป โดยครั้งนี้เป็นหน้าที่ของประเทศเยอรมันตะวันตก แม้ว่า ถ้วยแชมป์โลกจะกลายเป็นของทีม “อินทรีเหล็ก” แต่ว่า ทีมชาติที่กลายเป็นทีมที่น่าจดจำของเหล่าแฟนบอล กลายเป็น “อัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ ที่นำระบบโททัลฟุตบอลมาใช้ในเวลานั้น พร้อมทั้งมีนักเตะเทวดา โยฮัน ครัฟฟ์ เป็นผู้นำทัพ พร้อมกับประกาศศักดา ด้วยการ ถล่ม อาร์เจนตินา 4-0 และ เชือด บราซิล 2-0 แต่ในนัดชิงชนะเลิศนั้น เหมือนสวรรค์แกล้ง เมื่อต้องมาเจอทีเด็ดของ “ไอ้ลูกระเบิด” แกร์ด มุลเลอร์ ฮีโร่ของทัพเยอรมันตะวันตก จนต้องพ่ายแพ้ไป

ส่วน “อินทรีเหล็ก” เยอรมนีตะวันตกชุดนี้ นำทีมมาโดย “ไกเซอร์” ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ซึ่งแฟนบอลก็ได้ชมการแข่งขันกันมากขึ้น เพราะ ในศึกเวิล์ด คัพ ครั้งที่ 10 นั้นมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์สี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่า ในเรื่องระบบการแข่งขันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ ในรอบ 2 แทนที่จะมีการเล่นแบบน็อคเอาท์เหมือนเดิม ก็เปลี่ยนเป็นการแบ่งกลุ่มอีก 2 กลุ่ม และ ต้องลงแข่งแบบพบกันหมด ซึ่งจะเอาทีมแชมป์ของแต่ละกลุ่ม มาเล่นนัดชิงชนะเลิศกัน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง สำหรับ ฟุตบอลโลก เยอรมนีตะวันตก 1974 คือ ถ้วยแชมป์ที่ถูกเปลี่ยนมาเป็น ถ้วยเวิล์ด คัพ ใบที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจาก ถ้วยชูลส์ ริเมต์ นั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บราซิล ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้วยใบใหม่นี้ออกแบบโดย ซิลวิโอ กัซซานิกา รวมทั้งประธานฟีฟ่า ก็เปลี่ยนมาเป็น โจฮัว ฮาเวลานจ์ ชาวบราซิล ที่เข้ามาทำหน้าที่แทน เซอร์ สแตนลีย์ รุส ชาวอังกฤษ

การแข่งขันรอบคัดเลือกมีหลายประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันมากเป็น ประวัติการณ์ ถึง 98 ชาติ และ ก็มีทีมชาติน้องใหม่ ในตอนนั้นที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย อย่าง เยอรมนีตะวันออก, เฮติ, ออสเตรเลีย และ ซาอีร์ แต่ชาติยักษ์ใหญ่อย่าง ฮังการี, สเปน, ฝรั่งเศส และ อังกฤษ นั้น ต่างนัดกันตกรอบคัดเลือกไปกันหมด

เยอรมนีตะวันตก 1974 ทีม “อินทรีเหล็ก” จัดว่า เป็นทีมเต็งแชมป์อย่างชัดเจน เมื่อรอบแรก เฉือน ชิลี 1-0 ต่อจากนั้น ชนะ ออสเตรีย 3-0 แต่เกมรอบแรก นัดสุดท้าย กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริงเมื่อ ปราชัยให้กับ เยอรมนีตะวันออก 0-1 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม รวมทั้ง เฮลมุท เชิน กุนซือเยอรมันตะวันตก จัดการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นตัวจริง และ แผนการเล่นของทีมไป ขณะที่ “ฮัศวินสีส้ม” ฮอลแลนด์ นั้นนอกจาก โยฮัน ครัฟฟ์ แล้วก็ยังมีดาวเด่น อย่าง โยฮัน นีสเกน, จอนนี เรป และ ร็อบ เรนเซนบริงค์ ที่ช่วยให้ ฮอลแลนด์ ทะลุผ่านการแข่งขันบอลโลก ในรอบแรกได้อย่างสบายๆ และ ในการแบ่งกลุ่มรอบสอง ฟอร์มการเล่นของขุนพลดัตช์ ยังร้อนแรงต่อเนื่อง เมื่อ เอาชนะ อาร์เจนตินา กับ บราซิล ได้แบบไม่ลำบากมากนัก รวมทั้ง ชนะ เยอรมนีตะวันออก 2-0 ด้วยการเล่นระบบโททัล ฟุตบอล ที่สโมสรอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม เคยนำมาใช้ก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ชาติที่น่าสนใจในบอลโลก 1974 ครั้งนั้น คือ ทีมชาติโปแลนด์ ที่คว้าอันดับ 3 ไปครอง เมื่อมีแข้งซูเปอร์สตาร์ อย่าง กิซเรกอร์ซ ลาโต ที่ซิวตำแหน่งดาวยิงสูงสุดของศึกฟุตบอลโลก ครั้งที่ 10ไปด้วยการถล่มประตูถึง 7 ลูก ทว่า โปแลนด์ ก็ไม่สามารถหยุด ความเก่งกาจของ ทีมเยอรมนีตะวันตก ได้ในการพบกันรอบสอง

ส่วนเกมในนัดชิงชนะเลิศ ทีมฮอลแลนด์ พังประตูออกนำไป ก่อนหลังจากที่ โยฮัน ครัฟฟ์ โดนดึงล้มในเขตโทษ และ โยฮัน นีสเกน เป็นคนสังหารเข้าไป แต่เมื่อครบ 90 นาที กลับกลายเป็น “อินทรีเหล็ก” ที่ได้ พอล ไบรท์เนอร์ กับ แกร์ด มุลเลอร์ ช่วยกันยิงแซง 2-1 ผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2

เกร็ดน่ารู้ กับ ศึกฟุตบอลโลก เยอรมนีตะวันตก 1974 ชัยชนะของเยอรมนีตะวันออก ที่มีต่อคู่อริทางการเมืองอย่าง เยอรมนีตะวันตก นั้นเป็นชัยชนะที่ได้มาโดยที่ ทั้งสองทีมเปิดเกมเข้าใส่กัน แม้ว่าทั้งสองทีมจะผ่านรอบแรกไปแล้วก็ตาม แต่ก็กลับกลายเป็นผลดีกับ เยอรมนีตะวันตก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแผนการเล่นของทีมไปจนได้แชมป์โลก มาครอง แต่กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ออกมาอธิบายถึงความพ่ายแพ้กับแฟนบอลที่ไม่พอใจทางทีวีเลยทีเดียว ซึ่งเกมดังกล่าวนั้นก็มีชื่อว่า “วอนเดอร์ ออฟ บอร์น” สกอตแลนด์เป็นชาติที่ตกรอบแรกทุกครั้งที่ได้ไปเล่นในรอบสุดท้าย แต่ในปี 1974 นั้นถือว่า เป็นศึกที่ทีม “วิสกี้” ใกล้เคียงกับการเข้ารอบมากที่สุด เมื่อชนะ 1 เสมอ 2 ในรอบแรก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ ทีมได้เข้ารอบอยู่ดี เนื่องจากตอนนั้นยังใช้การคิดคะแนนแบบชนะได้ 2 คะแนน

Comments Off

Advertise Here
Advertise Here

INFORMATION