Tag Archive | "อิตาลี"

Tags: , ,

ผลฟุตบอลกัลโช่ ซีเรียอา Chievo 0-2 As Roma All Goals 16-05-2010

Posted on 16 May 2010 by admin

ผลฟุตบอลกัลโช่ ซีเรียอา Chievo 0-2 As Roma All Goals 16-05-2010

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1982

Posted on 10 May 2010 by halahuya


จะบอกว่านี่คือการแข่งขัน ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ที่เจ้าภาพจัดการแข่งขัน ประสบปัญหามากที่สุดครั้งหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก เพราะถึงแม้ สเปน จะรู้ว่าตัวเอง ได้เป็นเจ้าภาพก่อนการแข่งขันจริงตั้ง 18 ปีเต็ม แถมยังส่งตัวแทนไปดูงานการจัดฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี 1966-1978 ก็จริงแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการจัดการแข่งขันครั้ง นี้สักเท่าไหร่เลย

ปัญหาใหญ่ที่เจ้าภาพต้องประสบในการแข่งขันครั้งนี้คือเรื่อง สนาม เพราะเนื่องด้วยทีมที่เข้าแข่งขันมีเพิ่มมากขึ้นจาก 16 เป็น 24 ทีมเป็นครั้งแรก ทำให้ สเปน ต้องเร่งสร้างสนามแข่ง และปรับปรุงสนามที่มีอยู่ยกใหญ่ ขณะที่ก็ยังมีบางแห่งที่ต้องได้รับการบูรณะด่วนในช่วงที่การแข่งขันเริ่มไป แล้วอีกต่างหาก ซึ่งความยุ่งยากทั้งหมด ต้นตอที่แท้จริง มาจากเรื่องการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ที่ออกมาขู่ว่าจะสร้างความ เสื่อมเสียใหญ่หลวงให้สเปนต่อชาวโลก หรือความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ระหว่าง อังกฤษ และ อาร์เจนตินา

แม้ ฟีฟ่า จะอ้างว่า เหตุผลที่เพิ่มทีมที่เข้ารอบสุดท้าย เป็นเพราะต้องการเปิดโอกาสให้ทุกประเทศทั่วโลกมีส่วนร่วมกับเวิลด์ คัพมากขึ้น แต่ทุกคนรู้ดีเหตุผลที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะ โจอัว ฮาเวล้านจ์ ประธานฟีฟ่าตอนนั้น ต้องการตอบแทนบรรดาประเทศที่สนับสนุนตัวเองให้ได้นั่งเก้าอี้ บิ๊กบอสฟีฟ่าต่อไปมากกว่า โดยทั้ง 24 ทีมถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม ในรอบแรก และจะคัดเอาทีมอันดับ 1 และ 2 ของกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบ 2 ต่อไป

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ได้ต้อนรับน้องใหม่ที่เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรก 5 ทีม คือ แอลจีเรีย, แคเมอรูน, ฮอนดูรัส, คูเวต และ นิวซีแลนด์ โดยยังไม่เห็นหน้าค่าตาของ สหรัฐอเมริกา พี่เบิ้มในทุกวงการของโลกแต่อย่างใด ซึ่ง 6 ทีม ที่ได้รับเลือกให้เป็นทีมวางในรอบแรกก็คือ สเปน, เยอรมันตะวันตก, อิตาลี, อังกฤษ, อาร์เจนตินา และ บราซิล ที่มาในฐานะทีมเต็ง 1 เช่นเคย ภายใต้การนำของ “เปเล่ขาว” ซิโก้ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 6 ร่วมกลุ่มกับ สหภาพโซเวียต, สกอตแลนด์ และนิวซีแลนด์
ด้าน อาร์เจนตินา แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หวังลึกๆ ว่า พวกเขาจะเป็นทีมที่ 2 ของโลก ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกนอกทวีปสำเร็จ ต่อจากบราซิล เนื่องจากยังมี 4 ผู้เล่นตัวหลักจากชุดแชมป์อยู่ในทีมครบถ้วน นำโดย มาริโอ เคมเปส และ ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า นอกจากนั้นยังมีดาวรุ่งพุ่งแรงดวงใหม่ของวงการที่ชื่อ “ดีเอโก้ มาราโดน่า” โผล่เป็นหนึ่งในทีมด้วย โดยนักเตะฟ้า-ขาว ได้อยู่ในสาย 3 ร่วมกับ เบลเยียม, ฮังการี และ เอล ซัลวาดอร์

13 มิถุนายน 1982 มหกรรมฟุตบอลโลกครั้งที่ 12 ก็ได้ฤกษ์ระเบิดขึ้นที่สนามคัมป์ นู ของสโมสร บาร์เซโลน่า โดยในวันเปิดสนามกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส แห่งสเปน ให้เกียรติสูงสุด เสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วย ซึ่งในวันนั้นพระองค์ทรงให้เกียรติปล่อยลูกโป่งนับพันลูกเหนือสนามเป็นการ เปิดการแข่งขัน “เวิลด์ คัพ 1982″ อย่างเป็นทางการ และเพียงแค่เกมนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ ก็เกิดการพลิกล็อกขึ้นเสียแล้ว เมื่อ อาร์เจนตินา แชมป์เก่า พลาดท่าปราชัยต่อ เบลเยียม 0-1 อย่างไม่มีใครคาดคิด จากการยิงของ เออร์วิน แวนเดนเบิร์ก ซึ่งถือเป็นประตูแรกในเกมฟุตบอลโลก นัดเปิดสนาม ตั้งแต่ปี 1962 และเป็นการลงเล่นบอลโลกรอบสุดท้ายของผู้ชายชื่อ มาราโดน่า

ส่วนการแข่งขันของอีก 2 ทีมร่วมกลุ่ม ระหว่าง ฮังการี กับ เอล ซัลวาดอร์ ในอีก 2 วันต่อมา ปรากฏว่าทีม “แม็กยาร์” โชว์ฟอร์มสะท้านโลก ไล่อัดทีมหมูน้อยกระจุยถึง 10-1 แต่กุนซือก็ยังไม่พอใจในผลงานที่ปล่อยให้ เอล ซัลวาดอร์ ยิงประตูตีไข่แตกได้ และ ฮังการี ก็ต้องเจอฝันร้ายเข้าเองบ้างในเกมที่ 2 เมื่อเจอฤทธิ์เดชของ “เสือเตี้ย” พาทีม ฟ้าขาว ถล่มไป 4-1 ขณะที่ เอล ซัลวาดอร์ ฟอร์มดีขึ้นผิดหูผิดตา แพ้ต่อ เบลเยียมแค่ 0-1 ทำให้ในกลุ่มนี้ เบลเยียม กับ อาร์เจนตินา ได้ผ่านเข้ารอบ 2 อย่างไม่มีปัญหา หลังนัดสุดท้าย ฮังการี ไม่สามารถเอาชนะ เบลเยียม ได้ เสมอกันไป 1-1 ขณะที่ แชมป์เก่า ถล่ม เอล ซัลวาดอร์ นิ่มนวล 2-0 โดย เบลเยียม เป็นทีมอันดับ 1 ของกลุ่ม

สำหรับการแข่งขันของกลุ่ม 1 ที่ประกอบไปด้วย อิตาลี, โปแลนด์, แคเมอรูน และ เปรู เป็นไปอย่างจืดสนิท เมื่อทุกทีมลงเล่น 2 นัดแรก ด้วยการเสมอกันทั้งหมด โดยมีการยิงประตูได้เพียง 2 ลูก คือเกมที่ อิตาลี เสมอ เปรู 1-1 ในนัดที่ 2 ของทั้งคู่ โดยสิ่งที่พอจะเรียกสีสันได้มากหน่อยจากกลุ่มนี้ก็คือเกมสุดท้ายของ โปแลนด์ กับ เปรู ที่ปรากฏว่า ซบิ๊กนิว โบเนี้ยก นำ โปแลนด์ ถล่ม เปรู ยับ 5-1 พร้อมได้ผ่านเข้ารอบ 2 แน่นอน ปล่อยให้ อิตาลี ไปลุ้นกับ แคเมอรูน ในนัดสุดท้าย ซึ่งผลปรากฏว่า เสมอกันอีก 1-1 แต่ ลูกทีม เอ็นโซ แบร์ช็อต คือทีมที่จะได้เข้ารอบ เพราะยิงประตูได้ มากกว่า ปล่อยทีมหมอผีกลับบ้านแบบมึนงงเพราะไม่แพ้เลยสักเกมเดียว แต่ตกรอบ

ขณะที่กลุ่ม 1 สุดจืด แต่กลุ่ม 2 อาจจะเป็นกลุ่มที่มันส์ที่สุด เมื่อมีทีมชั้นยอดอยู่ในกลุ่มถึง 3 ทีม คือ เยอรมันตะวันตก, แอลจีเรีย และ ออสเตรีย ส่วนอีกทีมคือ ชิลี โดยการแข่งขันนัดแรก แอลจีเรีย สามารถหักปากกาเซียน ที่ให้อัตราต่อรองการคว้าแชมป์โลกของพวกเขาถึง 1,000-1 เฉือนเอาชนะ อินทรีเหล็ก 2-1 จากประตูชัยของ ลัคดาห์ เบลลูมี่ ในนาทีที่ 69 ขณะที่ ออสเตรีย ก็เฉือน ชิลี 1-0 แต่ในนัดที่ 2 ที่ผู้ชนะจากนัดแรกต้องมาเจอกันเอง ปรากฏว่า ออสเตรีย เฉือนชนะได้อีก 2-0 ทำให้ได้ผ่านเข้ารอบ 2 แน่นอน ส่วน เยอรมัน ก็คืนฟอร์มถล่ม ชิลี ไม่ไว้หน้า 4-1 เก็บ 2 แต้มอันมีค่าไปลุ้นกับ แอลจีเรีย ในเกมสุดท้าย ซึ่งปรากฏว่า เยอรมัน เฉือน ออสเตรีย 1-0 ขณะที่ แอลจีเรีย ชนะ ชิลี สุดมันส์ 3-2 ทำให้ทั้ง 3 ทีม มี 4 คะแนนเท่ากันหมด แต่ เยอรมัน และ ออสเตรีย คือทีมที่ได้ผ่านเข้ารอบ 2 ในอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ เพราะประตูได้เสียดีกว่า ปล่อยให้ แอลจีเรีย กลับบ้านอย่างชอกช้ำ

ด้าน “สิงโตคำราม” อังกฤษ เริ่มต้นรอบแรกได้เหมือนกับฝัน เมื่อเก็บชัยชนะรวดทั้ง 3 เกม แถม ไบรอัน ร็อบสัน ยังจารึกประวัติศาสตร์อีกหน้าให้ฟุตบอลโลกด้วยการยิงประตูเร็วที่สุดอันดับ 2 ตลอดกาลของเวิลด์ คัพ โดยใช้เวลาแค่ 27 วินาทีหลังจากเริ่มเสียงนกหวีดในเกมแรกที่ชนะฝรั่งเศส 3-1 ด้วย ทำให้พวกเขาได้เข้ารอบเป็นที่ 1 ของสาย โดยมีฝรั่งเศสตามเข้ารอบด้วยกัน หลังขุนพลน้ำหอมเก็บชัยเหนือคูเวต 4-1 และเสมอกับ เชโกสโลวะเกีย 1-1 ขณะที่ ในกลุ่ม 6 บราซิล ก็โชว์ฟอร์มในรอบแรกได้อย่างสุดยอด เก็บชัย 3 นัดรวด กอดคอสหภาพโซเวียต ผ่านเข้ารอบ 2 ได้เช่นกัน ส่วน เจ้าภาพ สเปน ทะลุเข้ารอบได้แบบโชคช่วยมหาศาล หลังนัดสุดท้ายพ่าย ไอร์แลนด์เหนือ 0-1 แต่ยังดี ยูโกสลาเวีย ชนะ ฮอนดูรัส แค่ 1-0 ทำให้เจ้าถิ่นได้เข้ารอบ 2 ร่วมกับ ไอร์แลนด์เหนือ จากลูกได้เสียที่ดีกว่า

การหวดในรอบ 2 เอาทั้ง 12 ทีมจาก 6 กลุ่ม มาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม โดยคัดเอาทีมชนะเลิศของแต่ละกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ และในรอบนี้ อังกฤษ ก็ต้องประสบชะตากรรมเดียวกับ แคเมอรูน ที่เจอในรอบแรก นั่นคือไม่แพ้ใครเลย แต่ต้องตกรอบ หลังจาก เสมอทั้ง 2 นัด กับ เยอรมันตะวันตก และ สเปน ขณะที่ขุนพลอินทรีเหล็กเก็บชัยเหนือเจ้าถิ่นได้ 2-1 ทำให้ได้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศทันที ด้าน อิตาลี กับ บราซิล ถูกจับให้มาอยู่กลุ่มเดียวกัน และต้องวัดกันเองในนัดสุดท้าย หลังเก็บชัยมาได้ทั้งคู่ในเกมแรก ซึ่งเกมนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวโลกต้องตกตะลึงกับแฮตทริกของกองหน้า ที่ใครๆ ก็มองว่าธรรมดาๆ ชื่อ เปาโล รอสซี่ ช่วยให้ อิตาลี เฉือน แซมบ้า สุดมันส์ 3-2 ผ่านเข้ารอบรองไปอีกทีม ส่วนอีก 2 ที่ได้เข้ารอบก็คือ ฝรั่งเศส และ โปแลนด์

เกมรอบรองชนะเลิศ อิตาลี ต้องหวดกับ โปแลนด์ ขณะที่ เยอรมัน เตะกับ ฝรั่งเศส ซึ่ง รอสซี่ ก็ยังคงความร้อนแรง ตะบัน 2 ประตู พาทีมมะกะโรนี เอาชนะ โปแลนด์ ไม่ยาก 2-0 ได้ผ่านเข้าไปรอชิงเป็นทีมแรก ส่วนคู่แข่งของพวกเขาก็คือทีมอินทรีเหล็ก ที่ต้องทำศึกนัดหนึ่งที่ดีที่สุด ในฟุตบอลโลก กว่าจะเอาชนะ ฝรั่งเศส ได้จากการดวลลูกโทษที่จุดโทษ หลังหมดช่วงต่อเวลายังเสมอกัน 3-3 ทั้งที่ ฝรั่งเศส ออกนำไปก่อนถึง 3-1 ในช่วง 8 นาทีแรกของการต่อเวลา

เกมนัดชิงชนะเลิศ อิตาลี อาศัยเกมรับสุดเหนียว ล็อกบรรดากองหน้าของเยอรมันจนกระดิกตัวไม่ออก และฉวยโอกาสโต้กลับเร็วได้ประตูออกนำห่างไปถึง 3-0 ซึ่งแน่นอนว่า 1 ประตูในนั้นต้องมีชื่อของ เปาโล รอสซี่ เช่นเคย ขณะที่ ทีมอินทรีเหล็กมาได้ประตูแก้หน้าแค่ลูกเดียว จาก พอล ไบรท์เนอร์ ในนาทีที่ 83 ทำให้ อิตาลี ผงาดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 มาครองสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

Comments Off

Tags: , ,

ฟุตบอลโลก 1934

Posted on 03 May 2010 by halahuya

ก่อนที่เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ จะระเบิดศึกขึ้นมา วันนี้ พวกเราเหล่าคอลูกหนัง มาร่วมกันย้อนรอยดูจุดกำเนิดของศึก เวิล์ด คัพ ตั้งแต่ ครั้งแรก – ปัจจุบัน เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนเลย

ประเทศอิตาลี ได้รับเลือกจากทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ให้เป็นเจ้าภาพในศึกเวิล์ด คัพ ครั้งที่ 2 ในปี 1934 ซึ่งในฟุตบอลโลก ครั้งที่ 2 มีประวัติในเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากในฟุตบอลโลกครั้งแรก ทีมชาติ “อัซซูรี่” อิตาลี ไม่ได้ร่วมการแข่งขันด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้ว มันอาจจะเป็นเพราะ เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ ของ อิตาลี นั่นเอง ที่นำฟุตบอลโลกไปจัดขึ้นในทวีปยุโรป

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 การแข่งขันได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเล่นกันในระบบน็อคเอาท์ จากการที่มี 16 ชาติ ทำการแข่งขันในรอบสุดท้ายหลังจากที่รอบคัดเลือกนั้นมีทั้งสิ้น 32 ทีม ทำให้ชาติอย่าง “แซมบ้า” บราซิล และ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา ต้องข้ามทะเลมาไกลถึง 13,000 กิโลเมตร ได้ลงสนามเพียงแค่นัดเดียวก็ต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน เพราะ ต้องตกรอบเพียงแค่รอบแรก การแข่งขันครั้งนี้เวิล์ด คัพ 1934 นั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. ไปจนถึงวันที่ 10 มิ.ย.และ ทั้ง 16 ทีม มีการเล่นรอบคัดเลือกกันหมดรวมทั้ง อิตาลี เจ้าภาพด้วย แต่ก็ทำให้ทีมจากทวีปยุโรปมาร่วมการแข่งขันกันมากขึ้น ส่วนทีมจากทวีปอเมริกาใต้อย่างเช่น อาร์เจนตินา และ บราซิล ไม่ได้ส่งผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดมาแข่งขัน ส่วน อุรุกวัย แชมป์สมัยแรก ปฏิเสธที่จะเดินทางมาป้องกันแชมป์

ทำให้การแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งนี้ มีแต่ชาติจากทวีปยุโรปที่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่ อิตาลี เจ้าภาพ จะได้แชมป์ไปครอง โดยในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ต้องเล่นถึง 2 นัด กับ สเปน ที่เมืองฟลอเรนซ์ หลังจากที่นัดแรกนั้นเสมอกัน 1-1 แต่นัดรีเพลย์ ในวันถัดมา เจ้าภาพได้ จูเซ็ปเป เมียซซา ที่เป็นชื่อของสนาม ซาน ซิโร ในปัจจุบัน ยิงประตูชัยให้ “อัซซูรี่” เฉือนไป 1-0 และ อีก 2 วันต่อมา เจ้าภาพจะลงแข่งในรอบรองชนะเลิศ กับ  ทีมชาติออสเตรีย ที่เมืองมิลาน และก็เป็น จูเซ็ปเป เมียซซา เจ้าเก่า พังประตูชัย ให้กับทีมอิตาลี ได้อีกครั้ง แม้ว่าจะลงเล่นเป็นนัดที่ 4 ในรอบสัปดาห์ก็ตามที

เกมนัดชิงชนะเลิศ ระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. โดยมี ประเทศเช็กโกสโลวะเกีย ที่ขยี้ เยอรมนี มาในรอบรองชนะเลิศ มาเข้าชิงกับ เจ้าภาพ อิตาลี การแข่งขันดำเนินมาจนถึงช่วง 20 นาทีสุดท้าย เช็กโกสโลวะเกีย ได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุม และเป็นทาง ปุช ปีกของทีมของเช็กโกฯ ยิงให้ทีมขึ้นนำ ทำให้บรรยากาศในสนามกรุงโรมเงียบขึ้นมาทันที หลังจากนั้น อิตาลี ครองเกมมาตลอด พร้อมกับ เปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ทว่า เจ้าภาพ ก็ตามตีเสมอได้จาก ออร์ซี นักเตะเชื้อสายอาเจนไตน์ ตีเสมอให้อิตาลี ก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่นาที และ ในช่วงต่อเวลาพิเศษก็เป็น สคิอาโว ที่ยิงประตูชัยให้ทีมชนะไป 2-1

การครองแชมป์โลก เหล่าขุนพล อัซซูรี่ นั้นได้รับการกล่าวขวัญว่า เป็นการได้มาจากจอมเผด็จการอย่าง มุสโสลินี โดยแท้ เพราะมีการดึงตัวนักเตะอเมริกาใต้มาเล่นให้อิตาลีหลายคน รวมทั้งการตัดสินของผู้ตัดสินก็ค่อนข้างมีความเกรงใจทีมเจ้าภาพเป็นพิเศษ

สิ่งน่าสนใจของศึกฟุตบอลโลก 1934ในนัดชิงชนะเลิศระหว่าง อิตาลี กับ เช็กโกสโลวะเกีย นั้นเป็นการสู้กันของ 2 ผู้รักษาประตู ที่ดีที่สุดตลอดกาลของโลก ระหว่างจิอันปิเอโร คอมบิ กับ ฟรานติเซ็ค พลานิชกา หลังจากที่สิ้นเสียงนกหวีดนัดชิงชนะเลิศ จิอันปิเอโร คอมบิ ไม่เคยลงสนามให้ทีมชาติอิตาลีอีกเลย เมื่อ เจ้าตัว ยืนยัน แผนการที่วางเอาไว้ก่อนนัดชิงชนะเลิศว่า หลังเกมนั้น เขาจะเลิกเล่นฟุตบอลทันที

Comments Off

Advertise Here
Advertise Here

INFORMATION