Tag Archive | "บราซิล"

Tags: ,

ตำนานนักเตะ : เบเบโต้

Posted on 10 May 2010 by halahuya

วินาทีที่ทะลุหลุดเดี่ยวสู่กรอบเขตโทษ แตะบอลหนี เอ็ด เดอ ฮอย นายทวารฮอลแลนด์ แล้วแปลูกสู่ตาข่ายว่างเปล่า เบเบโต้ วิ่งปรี่สู่ เส้นข้างสนาม ยกสองมือขึ้นทำท่าทางอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนไกวไปมา มันไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองประตูที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพียงอย่างเดียว เพราะเขามอบมันให้กับลูกคนที่สามซึ่งเพิ่งถือกำเนิดเพียงไม่กี่วัน

ห้วงที่ เบเบโต้ ขนาบข้างขวา-ซ้ายด้วย โรมาริโอ และ มาซินโญ่ สองเพื่อนร่วมทีมทำท่าโอบอุ้มเด็กน้อยแกว่งไกวที่สนามคอททอน โบว์ล เมืองดัลลัส กลายเป็นหนึ่งในภาพความทรงจำแห่งศึกเวิลด์ คัพ ซึ่งแฟนบอลมิอาจลืม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในรอบก่อนรองชนะเลิศปี 1994 ประตูของเขา ซึ่งตามหลังการเปิดบอลจากกรอบโทษทางซ้ายให้ โรมาริโอ สังหารเพียงสิบนาที เป็นสกอร์พา บราซิล นำ ฮอลแลนด์ 2-0 และถึงแม้ทัพกังหันสีส้มตามตีเสมอสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าสุดท้าย เบเบโต้ และผองเพื่อนคือผู้ชนะในบั้นปลาย 3-2 ตบเท้าเดินหน้าบนเส้นทางคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ของประเทศ

โชเซ่ โรแบร์โต้ กามา เด โอลิเวยร่า คือชื่อเต็มของดาวยิงรูปร่างผอมบางจากซัลวาดอร์ เมืองหลวงของรัฐบาเฮีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล แต่ไม่จำเป็นหรอกที่ใครสักคนจดจำชื่อยาวเหยียดนั้น เพียงแค่รู้ว่าเขาคือ เบเบโต้ ก็เกินพอ

จากแชมป์ฟุตบอลเยาวชนโลกปี 1983 สู่แชมป์โคปา อเมริกา ปี 1989 (คว้าดาวยิงสูงสุด 6 ประตู) เบเบโต้ กลายเป็นหนึ่งใน 22 ขุนพลของทัพเซเลเซา ทำศึกเวิลด์ คัพ 1990 ที่ประเทศอิตาลี น่าเสียดายความล้มเหลวของทีมมาพร้อมกับความผิดหวังของเขาเมื่อไม่มีโอกาสลง เล่นแม้แต่เพียงนัดเดียว

อย่างไรก็ตามหลังจากเก็บข้าวของย้ายจากบราซิล ย้ายสู่ลีกยุโรป กับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า เบเบโต้ผันตัวกลายเป็นดาวยิงที่เจิดจรัสมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เปี่ยมด้วยความเร็ว เทคนิค และรอยยิ้มแห่งชีวิตชีวิตบนใบหน้า

วัย 30 ปี การเป็นตัวจริงหนแรกในเวิลด์ คัพ มาถึงที่ประเทศสหรัฐฯ คู่หู เบเบโต้ กับ โรมาริโอ สร้างชื่อกระฉ่อนโลก เขาพัง 3 ลูก (ชนะ แคเมรูน 1-0 รอบแรก, ชนะ สหรัฐ 1-0 รอบสอง, ชนะ ฮอลแลนด์ 3-2 รอบก่อนรอง) กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของรายการ

แม้ไม่ประสบความสำเร็จหรือโด่งดังในเกมระดับสโมสร โดยเฉพาะที่ยุโรปซึ่งเล่นให้เพียงสองทีมขนาดกลางในสเปนคือ ลา กอรุนญ่า และ เซบีย่า กระนั้นกับทัพเซเลเซา เบเบโต้เหมาะสมกับคำว่าตำนานอย่างไม่มีข้อสงสัย

75 นัด มีประตูจากเขาถึง 39 ลูก แม้กระทั่งในวัย 34 เมื่อปี 1998 เบเบโต้ ยังรักษาสถานะหัวหอกตัวจริงคอยทำทางให้รุ่นน้องอย่างโรนัลโด้ พาทีมตะลุยถึงรอบชิงชนะเลิศ ด้วยผลงานไม่น้อยกว่าเก่าคือ 3 ประตู ถึงแม้น่าเศร้าที่ความฝันในการป้องกันแชมป์ไม่ประสบผลพ่ายแพ้ ฝรั่งเศส เจ้าภาพอย่างชอกช้ำ 0-3 และนั่นคือเกมสุดท้ายของ เบเบโต้ ในเวิลด์ คัพ

ไร้ข่าวฉาว ทุ่มเททั้งในและนอกสนาม ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย เขาเป็นคนประเภท ‘เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ส่วนผมเหมือนพวกแมวข้างถนน’ โรมาริโอ คู่หูจอมเสเพลของเขาว่า เบเบโต้อาจไม่มีแคแรกเตอร์ที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์ของฟุตบอลบราซิล ทว่าหากเทียบในเชิงลูกหนัง หัวหอกร่างผอมบางรายนี้ไม่มีทางเป็นรองผู้ใด

ชายหนุ่มผู้เรียบง่ายชอบใช้ฝีเท้าแทนคำพูดมากกว่า… นั่นแหละตำนานผู้ถูกลืมแห่งบราซิล

ถ้วยของเบเบโต้

เกิด : ซัลวาดอร์, บราซิล วันที่ 16 ก.พ. 1964
ตำแหน่ง : กองหน้า

เกียรติยศ
* กับ ฟลาเมงโก
แชมป์ลีกบราซิล 1983
* กับ วาสโก ดา กาม่า
แชมป์ลีกบราซิล 1989
* กับ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า
แชมป์โกปา เดล เรย์ 1995
แชมป์ซูเปร์ โกปา เด เอสปันญ่า 1995
* กับ ทีมชาติอาร์เจนตินา
แชมป์เวิลด์ คัพ 1994
แชมป์ฟีฟ่า ยู-20 เวิลด์ คัพ 1983
แชมป์ฟีฟ่า คอนเฟดเดเรชั่นส์ คัพ 1997
แชมป์โคปา อเมริกา 1989

* รางวัลส่วนตัว
นักเตะยอดเยี่ยมอเมริกาใต้ 1989
ดาวยิงสูงสุดโคปา อเมริกา 1989
ดาวยิงสูงสุดลา ลีกา 1993
ดาวยิงสูงสุดบราซิล เซเรีย อา 1992

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1962

Posted on 10 May 2010 by halahuya


เมื่อปี ค.ศ.1962 หากเอ่ยถึงชิลี แทบทุกคนคงรู้จักกันว่าเป็นเพียงดินแดนในทวีปอเมริกาใต้เท่านั้น แต่ทันทีที่ คาร์ลอส ดิ๊ตต์บอร์น ประธานสหพันธ์ฟุตบอลชิลี สามารถนำฟุตบอลโลกครั้งที่ 7 มาจัดขึ้นในประเทศแห่งแดนละตินได้สำเร็จ ก็ทำให้คนทั่วโลกเริ่มหันมาจับตามองพวกเขากันมากขึ้น

ทันทีที่ ชิลี ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพเวิลด์ คัพ 1962 นั้นพวกเขาก็เริ่มปรับปรุงสนามแห่งชาติในกรุงซานติอาโก ให้มีความจุจาก 45,000 คนเป็น 77,000 คนอย่างรวดเร็ว รวมทั้งก่อสร้างสนามใหม่ขึ้นที่ วิน่า เดล มาร์ และอาริก้า แต่กว่าที่จะสำเร็จลุล่วงก็เล่นเอาเจ้าภาพแทบทรุดเหมือนกันเนื่องจากสภาพ เศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างแย่ แถมยังต้องผจญกับปัญหาภัยธรรมชาติในเวลานั้นอีกด้วย

บรรดา 16 ทีมที่ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายนั้น “แซมบ้า” บราซิล แชมป์เก่าเวิลด์ คัพ 1958 ยังคงโดดเด่นเหนือชาติอื่น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวเทรนเนอร์จาก บิเซนเต้ ฟีโอล่า มาเป็น ไอโมเร่ โมเรร่า ก็ไม่กระทบกระเทือนอะไรเพราะเหล่าขุนพลนามกระเดื่องอย่าง กิลมาร์, ดัลม่า ซานโต๊ส, นิลตัน ซานโต๊ส, ดีดี้, วาว่า, ซากาโล่, การ์รินช่า และ “ไข่มุกดำ” เปเล่ ต่างยังอยู่กันพร้อมหน้า

สำหรับทีมอื่นๆ เช่น “สิงโตคำราม” อังกฤษ, เยอรมันตะวันตก, รัสเซีย, อิตาลี, ยูโกสลาเวีย หรือ เชโกสโลวะเกีย นั้นไม่อาจพูดได้ว่า กร้าวแกร่งสุดขีด เพราะส่วนใหญ่กำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมใหม่ ขณะที่ทีมอย่าง อุรุกวัย, โคลัมเบีย, สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, เม็กซิโก, ฮังการี, อาร์เจนตินา, บัลแกเรีย รวมทั้งเจ้าภาพชิลี ต่างก็ถูกมองว่าไม่น่าที่จะแผลงฤทธิ์เดชอะไรได้มากนัก
หลังจากพิธีเปิดการแข่งขันที่สนามเอสตาดิโอ นาซิอองนาล ซึ่งมีประธานาธิบดีชิลีและ เซอร์ สแตนลี่ย์ เร้าส์ โต้โผใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เป็นประธาน ก็เริ่มประเดิมแมตช์แรกระหว่าง ชิลี กับ สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งผลปรากฏว่า “เจ้าภาพ” ถล่มทีมจากเมืองนาฬิกาเสียอยู่หมัด 3-1 ด้วยฟอร์มการเล่นที่เยี่ยมจนน่าประหลาดใจ

ส่วนคู่ที่เรียกร้องความสนใจจากแฟนบอลมากที่สุดหนีไม่พ้น 2 อดีตแชมป์โลก อิตาลี ที่แน่นเอี้ยดไปด้วยนักเตะพลังหนุ่ม กับ เยอรมันตะวันตก ซึ่งยังคงอยู่ในการคอนโทรลของปรมาจารย์ เซปป์ แฮร์เบอร์เกอร์ และมีผู้เล่นสำคัญอย่าง อูเว่ เซเลอร์, ฮันส์ เชเฟอร์ รวมไปถึง คาร์ลไฮนซ์ ชเนลลิงเกอร์ ทว่าเมื่อทั้งคู่โคจรมาพบกันจริงๆ กลับเป็นเกมที่ไม่เอาไหนและไร้รสชาติจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ก่อนที่นัดต่อมา “อัซซูรี่” จะปราชัยต่อ “เจ้าภาพ” 0-2 ส่งผลให้ต้องตกรอบแรก แม้ว่าในนัดสุดท้ายจะขยี้ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 ก็ตาม

สำหรับ บราซิล พวกเขาเปิดฉากอย่างสวยหรูด้วยการอัด เม็กซิโก ไปเบาะๆ 2-0 ก่อนจะเสมอ เชโกสโลวะเกีย 0-0 และปิดท้ายถล่มสเปน ซึ่งไปลากเอา เฟเรนซ์ ปุสกัส อดีตดาวดังฮังการี มาแปลงสัญชาติส่งลงเล่นอย่างยับเยิน อย่างไรก็ตาม “แซมบ้า” ต้องเสีย เปเล่ ไปตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ เนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาอย่างรุนแรงในแมตช์เสมอนักเตะเช็ก

“แซมบ้า” ฟอร์มยังฮอตไม่หยุดแม้ว่าจะไร้ “ไข่มุกดำ” ไปก็ตาม โดยในรอบ 8 ทีมสุดท้ายขยี้นักเตะ “สิงโตคำราม” เสียสิ้นซาก 3-1 ที่วิน่า เดล มาร์ จากความเยี่ยมยอดของ “เจ้านกน้อย” การ์รินช่า ก่อนจะผ่านเข้าไปในรอบรองชนะเลิศที่มี ชิลี, ยูโกสลาเวีย และ เชโกสโลวะเกีย รออยู่แล้ว
นัดตัดเชือก คู่แรก บราซิล ถลุง ชิลี ยับเยิน 4-2 โดยเกมนี้ยังเป็น “เจ้านกน้อย” ที่ระเบิดแข้งได้สุดยอดกระทุ้งไปคนเดียว 2 ประตูก่อนที่ วาว่า จะโซ้ยอีก 2 ลูก ส่วนอีกคู่นั้น เชโกสโลวะเกีย โซโล่ ยูโกสลาเวีย 3-1 ผ่านเข้าไปชิงฯ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยทำมาได้แล้วเมื่อปี 1934 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี

แมตช์ชิงชนะเลิศ เจ้าโลกลูกหนังครั้งที่ 7 เต็มไปด้วยแฟนบอลชิลีถึง 68,000 คนที่แห่แหนไปให้กำลังใจ บราซิล เพราะต่างหวังว่า ถ้วยจูลส์ ริเม่ต์ จะต้องสิงสถิตย์อยู่ในแผ่นดินอเมริกาใต้ต่อไปอีก 4 ปีและทีม “แซมบ้า” ก็ไม่ทำให้กองเชียร์ผิดหวังเมื่อโชว์เพลงแข้งอัด เชโกสโลวะเกีย เสียราบคาบ 3-1

ในเกมนี้ ขุนพลเช็ก พลิกขึ้นนำ “แซมบ้า” ไปก่อน 1-0 อย่างเหลือเชื่อจากลูกยิงของ โจเซฟ มาโซปุสต์ ในช่วงต้นเกม แต่บราซิล ก็ไล่ตีเสมออย่างทันควันในนาทีที่ 18 จากฝีเท้าของ อมาริลโด้ ซึ่งได้ลงเล่นเป็นตัวแทนของ เปเล่ ก่อนที่ ซิโต้ จะมายิงให้ทีมขึ้นนำ 2-1 ในครึ่งหลัง จากนั้น วาว่า ก็มาซัดประตูตอกฝาโลง
บราซิล ครอบครองถ้วย จูลส์ ริเม่ต์ เอาไว้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี พวกเขากลายเป็นทีมที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ต่อจากอิตาลี ที่ยึดตำแหน่งแชมป์โลกไว้ได้ 2 สมัยติดต่อกัน นอกจากนั้นชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นการประกาศศักดาให้โลกรับรู้อีกว่า มีเพียงทีม “แซมบ้า” เท่านั้นที่หาญกล้าบุกไปซิวแชมป์ในดินแดนยุโรปได้สำเร็จ แต่เรื่องที่จะให้พวกยูโรเปี้ยนบุกมากำแหงแย่งแชมป์โลกในแผ่นดินอเมริกาใต้ บ้างน่ะรึ ไม่มีทาง !

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 2002

Posted on 10 May 2010 by halahuya

ฟุตบอลโลกหนแรกบนแผ่นดินเอเชียเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการลูกหนัง ซึ่งเต็ม ไปด้วยความน่าประหลาดใจ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นับตั้งแต่นัดเปิดสนามไปจนนัดชิงชนะเลิศ แต่สุดท้ายก็กลายเป็น 2 ทีมยักษ์ใหญ่หน้าเดิมๆ อย่างเยอรมัน และบราซิล ที่ได้ดวลแข้งแย่งแชมป์โลก ก่อนที่ทีมดังจากอเมริกาใต้ ซึ่งมี “3 อาร์” – โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ เป็นตัวชูโรง จะผงาดครอง แชมป์โลก สมัยที่ 5 มากกว่าใครๆ ในโลกหล้าไปในที่สุด

นัดเปิดสนามกลายเป็นตำนานแห่งการพลิกล็อกครั้งใหญ่ เมื่อทีมน้องใหม่ในศึก เวิลด์ คัพ อย่าง เซเนกัล เฉือนเอาชนะ “แชมป์เก่า” ฝรั่งเศส ไปแบบช็อกโลก 1-0 แถมยังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง กับพลพรรค “เลส์ เบลอส์” เมื่อไม่อาจเอาชนะคู่แข่งในกลุ่ม เอ ได้เลย เก็บไปได้เพียง 1 แต้ม ตกรอบ แรกไปโดยที่มิอาจยิงประตูคู่แข่งได้เลยแม้แต่ลูกเดียว!!!
ขณะที่ความผิดหวังอย่างรุนแรงตกเป็นของทีม “ตราไก่” แต่ทัวร์นาเมนต์ที่มหัศจรรย์กลับกลาย เป็นของขุนพล “สิงโตแห่งเตรังก้า” เมื่อเป็นฝ่ายรุกคืบหน้าผ่านเข้าสู่รอบสอง ก่อนที่จะหักปากกาเซียน พลิกเอาชนะสวีเดนไปอีก 2-1 ด้วยประตู “โกลเด้น โกล์” หลังต่อเวลา 120 นาที ยังเสมอกัน 1-1 แต่ก็ ต้องไปพลาดท่าตกรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยประตู “โกลเด้น โกล์” เช่นกัน จากฝีเท้าของตุรกี หลังต่อ เวลา 120 นาที ยังเสมอกัน 0-0
ด้าน กลุ่ม ดี ก็มีแมตช์พลิกล็อกครั้งใหญ่เช่นกัน เมื่อสหรัฐอเมริกาเปิดหัวด้วยการเฉือนเอาชนะ โปรตุเกส 3-2 แม้ทัพ “ฝอยทอง” จะเรียกฟอร์มเก่งกลับมาชนะโปแลนด์ 4-0 ก็ตาม แต่ก็มีอันต้องล่อง จุ๊นกลับบ้านแต่ไก่โห่ เมื่อต้องมาเจอเซอร์ไพรส์จาก “เจ้าภาพร่วม” เกาหลีใต้ จนพ่ายไปอีก 0-1 ตกรอบ แรกไปอย่างไม่มีใครคาดคิด

ขณะเดียวกัน ความเข้มข้นในรอบแรกยังตกไปอยู่ที่กลุ่ม เอฟ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “กลุ่มแห่งความ ตาย” ด้วยเช่นกัน ในเมื่อมีทีมอย่างอังกฤษ, สวีเดน, อาร์เจนตินา และไนจีเรีย มาอยู่ร่วมกัน โดยยังมี นัดล้างตาเกิดขึ้นในเกมคู่ระหว่าง “สิงโตคำราม” กับ “ฟ้า-ขาว” ที่เมืองซัปโปโร่ ประเทศญี่ปุ่น เดวิด เบ็ค แฮม กัปตันทีมผู้ดี ซึ่งโดนใบแดงในศึก “ฟร้องซ์’ 98″ เกมพ่ายขุนพลอาร์เจนไตน์ในการดวลจุดโทษ ตก รอบ 2 ไปอย่างน่าเจ็บใจนั้น ก็ได้โอกาสลบรอยแค้นด้วยการยิงจุดโทษเป็นประตูชัย 1-0 ให้กับอังกฤษ ก่อนที่ อาร์เจนตินา ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นทีมเต็งแชมป์ก่อนเปิดฉากชิงชัย จะทำได้แค่เสมอ 1-1 กับ ทีม “ฟรีเซ็กซ์” ในนัดสุดท้าย ส่งผลทำให้กลายเป็น “ยักษ์ใหญ่” อีกทีมหนึ่งที่ต้องกลับบ้านก่อนกำหนด

เมื่อดำเนินมาถึงรอบน็อกเอาท์ ผลการแข่งขันที่ไม่คาดฝันก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ ” โสมขาว” ยังคงโชว์ทีเด็ดเจ้าภาพร่วม พลิกโผเคี้ยว “มะกะโรนี” อิตาลี 2-1 ด้วยประตูทอง “โกลเด้น โกล์” ของ อาห์น จุง-ฮวาน ศูนย์หน้าหน้าหวาน ยิ่งไปกว่านั้น ยังหักเขา “กระทิงดุ” สเปน ด้วยการดวลจุดโทษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปได้อีกต่างหาก หลังเสมอกัน 0-0 ในการต่อเวลาพิเศษ

แม้ “โสมขาว” จะมาพลาดท่าแพ้ “อินทรีเหล็ก” 0-1 ในรอบรองชนะเลิศ ไปในที่สุดก็ตาม แต่ก็มิ อาจต้านทานกระแสคลื่นมหาชนชาวเกาหลีที่พากันออกมาเฉลิมฉลองความสำเร็จเกิน คาดของทีมรักกัน อย่างเนืองแน่นไปทั่วทุกหัวระแหงในเกาหลีใต้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดในทุกๆ นัดที่ผ่านมา

ส่วน ญี่ปุ่น “เจ้าภาพร่วม” อีกทีม ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร ด้วยการเป็นทีมอันดับ 1 ของ กลุ่ม เอช ก่อนที่จะพ่ายตุรกี 0-1 ในรอบสอง โดยขุนพล “เติร์ก” นั้น โชว์ฟอร์มน่าประทับใจไปได้ไกลจน ถึงรอบตัดเชือกเลยทีเดียว

รอบก่อนรองชนะเลิศ มียักษ์ชนยักษ์ 1 คู่ เมื่ออังกฤษโคจรมาพบกับบราซิล อังกฤษขึ้นนำไปก่อน 1-0 ด้วยฝีเท้าของ ไมเคิ่ล โอเว่น นาทีที่ 23 แต่ก็ต้องมาถูก ริวัลโด้ ยิงตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 47 ก่อนที่ จะมาโดนลูกฟรีคิกระยะไกลสุดมหัศจรรย์ของ โรนัลดินโญ่ หลอกหลอนเข้าให้ในนาทีที่ 50 แต่ในอีก 7 นาทีต่อมา “เหยินน้อย” ก็มีอันต้องมาโดนใบแดงไปอย่างไม่คาดฝัน อย่างไรก็ดี พลพรรค “แซมบ้า” ก็ ยังคงสยบเกมรุกของทีมผู้ดีเอาไว้ได้ตลอด หมดเวลาจึงเอาชนะไปในที่สุด 2-1

เมื่อมาถึงรอบตัดเชือก แม้ตุรกีจะฟอร์มดีแค่ไหนก็มิอาจต้านทานความแข็งแกร่งของบราซิลได้ สำเร็จ โดย โรนัลโด้ มีชื่อเป็นผู้ทำประตูชัยในนัดนี้ ส่วนอีกสายหนึ่ง เยอรมันอาศัยความคงเส้นคงวา และความเหนียวหนึบของ โอลิเวอร์ คาห์น นายทวารด่านสุดท้าย ดาหน้าผ่านเข้ารอบลึกๆ มาเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นทีมเต็งแชมป์ในคราวนี้เลยก็ตาม โดยชนะคู่แข่ง 1-0 มาทุกนัดตั้งแต่รอบ 2 ก่อน ที่จะมาดับความหวังทะลุชิงแชมป์โลกของเกาหลีใต้ไปในที่สุด

และแล้ว “อินทรีเหล็ก” และ “เซเลเซา” ก็โคจรมาพบกันเป็นครั้งแรกในศึก เวิลด์ คัพ โดย โรนัลโด้ ซึ่งเล่นไม่ออกในนัดชิงดำเมื่อ 4 ปีก่อน กู้ชื่อโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกในนัดชิงชนะเลิศบนแผ่นดินแดนปลาดิบ เหมาคนเดียว 2 ประตู ส่งบราซิลผงาดครองแชมป์โลกสมัยที่ 5 ด้วยชัยชนะ 2-0 พร้อมกับรั้งตำแหน่งดาว ซัลโวฟุตบอลโลก 2002 ด้วยผลงานยิงกระหน่ำ 8 ประตูอีกต่างหาก

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1994

Posted on 10 May 2010 by halahuya

ก่อนที่เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ จะระเบิดศึกขึ้นมา วันนี้ พวกเราเหล่าคอลูกหนัง มาร่วมกันย้อนรอยดูจุดกำเนิดของศึก เวิล์ด คัพ ตั้งแต่ ครั้งแรก – ปัจจุบัน เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนเลย

การแข่งขันฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในครั้งนี้ถือว่า เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ไปลงแข่งในดินแดนที่เป็นกลางระหว่าง ยุโรป กับ อเมริกาใต้ และเกมการแข่งขันที่ออกมาก็จัดว่าเป็นฟุตบอลโลกที่ดีจะติดอยู่ก็เพียงแค่ ในนัดชิงชนะเลิศที่ บราซิล กับ อิตาลี เล่นกันโดยไม่มีประตูเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ในเกมอื่นนั้นมีทั้งการถล่มประตูกัน ความตื่นเต้น น้ำตา และ เรื่องเซอร์ไพรส์ ที่เป็นบทละครได้ลงตัวเหลือเกิน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1994 มีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ชาติบัลแกเรีย ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยคว้าชัยชนะในรอบสุดท้าย แต่ทว่าคราวนี้เข้าไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศ โดยเฉพาะรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่บดเอาชนะ เยอรมนี ได้ ขณะที่ ดิเอโก มาราโดนา ถูกไล่ออกจากการแข่งขัน หลังจากถูกตรวจพบสารกระตุ้น และ เรื่องน่าเศร้า เนื่องจาก อันเดรส เอสโคบาร์ กองหลังของโคลัมเบีย โดนยิงเสียชีวิตหลังจากที่ทำเข้าประตูตัวเอง และ กลับบ้านเกิดไปได้ไม่กี่วันเท่านั้น

เจ้าภาพ สหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะเป็นทีมเล็กๆ แต่ภายใต้การนำทีมของ โบรา มิลูติโนวิช สามารถผ่านเข้ารอบสองได้ แม้ว่า จะพ่ายบราซิลในรอบต่อมา แต่ถือว่าลงเล่นได้อย่างสูสีสุดๆ โดยบรรดาทีมเต็งของการแข่งขันนั้น “แซมบ้า” จัดเป็นชาติที่เล่นได้ยอดเยี่ยมที่สุด และก็สมควรกับการได้ครองแชมป์โลกสมัยที่ 4 เป็นชาติแรกของโลก

การแข่งขันครั้งนี้นั้นเริ่มพังสถิติกันมาตั้งแต่การแข่งขันในรอบคัด เลือก เมื่อมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 147 ประเทศ แต่ทีมจากยุโรปหลายทีมก็ไม่ได้เล่นในทัวร์นาเม้นท์นี้ทั้ง “สิงโตคำราม” อังกฤษ, เดนมาร์ก แชมป์ยุโรปปี 1992, โปรตุเกส, โปแลนด์ รวมทั้ง ฝรั่งเศส ที่ตกรอบเพราะแพ้ บัลแกเรีย ในเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้าย และ ยูโกสลาเวีย ที่ติดปัญหาสงครามกลางเมือง

สถิติอีกอย่างที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องของผู้ชมที่มีผู้เข้าชมเกมในสนามถึง 3,587,538 คน ด้วยกัน เรื่องระบบการแข่งขันยังคงมี 24 ทีม แต่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการคิดคะแนนโดยเป็นครั้งแรกที่ให้ 3 คะแนน กับผู้ชนะไม่เหมือนที่เคยได้แค่ 2 คะแนน เหมือนก่อน

ส่วนชาติม้ามืดของฟุตบอลโลก 1994 ในรอบแรกก็คือ ซาอุดีอาระเบีย จากเอเชียที่เข้ารอบสองในครั้งนี้ได้ รวมทั้ง ซาอิด โอไวรัน ดาวเด่นของทีมยังยิงประตูที่ดีสุดของทัวร์นาเม้นท์นี้เมื่อลากเดี่ยวครึ่ง สนามไปยิงเบลเยียม

สำหรับเกมนัดชิงชนะเลิศนั้นเป็น บราซิล ที่เฉือน สวีเดน มา 1-0 ในรอบรองชนะเลิศพบกับ อิตาลี ที่ผ่านบัลแกเรีย มา 2-1 กลับกลายเป็นเกมที่น่าเบื่อเนื่องจากทั้งคู่เน้นในเรื่องของเกมรับแน่นจน เกินไป โรมาริโอ กับ เบเบโต้ ที่ฟอร์มดีมาตลอดก็เล่นไม่ออก ดังนั้นนัดนี้จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ ต้องตัดสินแชมป์กันด้วยการยิงลูกโทษตัดสิน
และแล้วก็เป็น โรบี บักโจ้ ที่เล่นดีมาตลอดทั้งทัวร์นาเม้นท์ที่เป็นคนพลาดในการดวลจุดโทษ ทำให้บราซิลได้แชมป์สมัยที่ 4 ไปครอง

เกร็ดน่ารู้กับ สหรัฐฯ 1994 : โรเจอร์ มิลลา ดาวยิงจอมเก๋าของ “หมอผี” แคเมอรูน ถูกบันทึกชื่อเป็นนักเตะที่แก่ที่สุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอล โลกรอบสุดท้ายด้วยอายุ 42 ปี 1 เดือนกับอีก 8 วัน ส่วนนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ก็คือ เปเล่ ที่ยิงประตูในเกมกับ เวลส์ เมื่อปี 1958 ที่สวีเดน เมื่อตอนนั้นเขาเพิ่งอายุได้ 17 ปี กับอีก 239 วัน

Comments Off

Tags: ,

ฟุตบอลโลก 1970

Posted on 10 May 2010 by halahuya

ก่อนที่เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ จะระเบิดศึกขึ้นมา วันนี้ พวกเราเหล่าคอลูกหนัง มาร่วมกันย้อนรอยดูจุดกำเนิดของศึก เวิล์ด คัพ ตั้งแต่ ครั้งแรก – ปัจจุบัน เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนเลย

ศึกฟุตบอลโลก เม็กซิโก 1970 ครั้งที่ 9 มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเวลาการแข่งขัน จากบางคู่ต้องเล่นกันในเวลาเที่ยงวัน เพื่อที่จะให้ตรงกับการถ่ายทอดสดไปทวีปยุโรป ซึ่งก็ทำให้บรรดานักเตะ และ ผู้จัดการทีม ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพอากาศที่ เม็กซิโกนั้นถือว่าร้อนมาก แต่ในเรื่องของการแข่งขันนั้นไม่มีความรุนแรงในเกมเหมือนกับการแข่งขันที่ ผ่านมา เพราะ ตลอดการแข่งขันไม่มีผู้เล่นคนไหนโดนไล่ออกจากสนามเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นสถิติเทียบเท่ากับการแข่งขันเมื่อปี 1950 และ การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็คือ ฟีฟ่าออกกฏให้มีการเปลี่ยนตัวได้เป็นครั้งแรก

การแข่งขันเวิล์ด คัพ 1970 ครั้งนี้ เปเล่ กลับมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อพา บราซิล ครองแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 และ ได้ชูถ้วย ชูลส์ ริเมต์ ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง จากการที่ทีม “แซมบ้า” มีทีมที่สมบูรณ์แบบ เพราะนอกจาก เปเล่ แล้วก็ยังมี โคลโดอัลโด, แกร์สัน, ริเวลิโน, ทอสเทา, แจร์ซินโญ และ คาร์ลอส อัลแบร์โต ทำให้เกมนัดชิงชนะเลิศที่ อัซเตกา สเตเดียม ทีมบราซิล ไล่ถล่ม อิตาลี 4-1 และ แจร์ซินโญ เป็นนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูได้ในทุกนัดของการแข่งขัน

บราซิล ชุดแชมป์โลกสมัยที่ 3 นี้ถือว่าเป็นที่จดจำของแฟนบอลมาตลอด จากการที่มีเกมการเล่นที่สวยงามพร้อมทั้งนักเตะชั้นยอดที่เล่นกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ หลังจากที่ฟุตบอลโลกในปี 1966 นั้นเล่นกันค่อนข้างรุนแรง และ ไม่ค่อยมีเกมที่มีคุณภาพมากนัก ดังนั้นการแข่งขันที่เม็กซิโก จึงถือว่าเป็นการเล่นกันที่สวยงาม และ ตื่นเต้นที่สุดของฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เลยก็ว่าได้ อาทิ อังกฤษ กับ บราซิล, อังกฤษ กับ เยอรมนีตะวันตก และ อิตาลี กับ เยอรมนีตะวันตก รวมทั้งประตูที่ เปเล่ ยิงข้ามหัว วิคตอร์ นายทวารของ เช็กโกสโลวะเกีย จากระยะ 50 เมตร ก็ยังไม่มีใครลืม เช่นเดียวกับแผงกองหน้าของบราซิลที่ประกอบไปด้วย แจร์ซินโญ, ทอสเทา, เปเล่ และ ริเวลิโน

สำหรับทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันก็เป็นสถิติใหม่อีกเหมือนเดิม เมื่อคราวนี้มีทีมที่ร่วมเล่นในรอบคัดเลือกทั้งสิ้น 75 ทีม และ ทีมที่เคยแข็งแกร่งในอดีตอย่าง โปรตุเกส, ฮังการี, ฝรั่งเศส, สเปน และแม้กระทั่ง อาร์เจนตินา นั้นไม่ผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือกมา ส่วนทีมน้องใหม่ที่ได้ก้าวเข้ามาเล่นนั้นก็ได้แก่ อิสราเอล และ โมร็อกโก พร้อมกับฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกของพวกเขา อีกด้วย

โมร็อกโก นั้นถือว่าเป็นชาติแรกที่เป็นตัวแทนของ สหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกัน หรือ ซีเอเอฟ ที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1957 แม้ว่า อียิปต์ จะได้เล่นรอบสุดท้ายในปี 1934 แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเลยแม้แต่เกมเดียว ส่วนทีมที่เล่นกันได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจอีกทีมนอกเหนือจาก บราซิล แล้วก็คือ เปรู ที่เล่นในเกมรอบ 8 ทีม สุดท้ายกับ บราซิล ได้อย่างสุดมันส์ ก่อนจะแพ้ไป 2-4 และ เกมในรอบ 8 ทีม สุดท้ายอีกคู่ที่ เยอรมนีตะวันตก กลับมาล้างแค้น อังกฤษ ได้หลังจากที่แพ้มาเมื่อ 4 ปี ก่อน โดยเกมนี้ อังกฤษ เป็นฝ่ายออกนำ 2-0 จนกระทั่งช่วง 20 นาที สุดท้าย อินทรีเหล็ก มาฮึดตีเสมอได้ ก่อนจะชนะไป 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ รวมไปถึงเกมในรอบรองชนะเลิศ ที่ อิตาลี เสมอกับ เยอรมนีตะวันตก 1-1 ในเวลา 90 นาที ก่อนที่ในช่วงต่อเวลาพิเศษจะผลัดกันขึ้นนำ ก่อนที่ อิตาลี จะชนะไป 4-3 และนัดนี้ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ ต้องพันผ้าไว้ที่หัวไหล่ เนื่องจากไหล่หลุดแต่ก็เล่นได้จนจบ 120 นาที

ส่วนในนัดชิงชนะเลิศ ขุนพล “อัซซูรี่” ไม่สามารถหยุดยั้งเกมรุกของ บราซิล ได้ และเป็น “แซมบ้า” ที่ไล่หวดเอาชนะไป 4-1 ทำให้ คาร์ลอส อัลแบร์โต กัปตันทีมรับถ้วย ชูลส์ ริเมต์ มาเป็นของชาวบราซิเลียนทั้งชาติ เมื่อสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ได้ และ เป็นการปิดฉากการเล่นฟุตบอลโลกของ เปเล่ อย่างยิ่งใหญ่

เกร็ดน่ารู้กับฟุตบอลโลก เม็กซิโก 1970 ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ นั้นเป็นชื่อของถ้วยแชมป์โลกมาตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกเริ่มก่อตั้งมา และ บราซิล ก็ได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์จากการที่ได้แชมป์ 3 สมัย ในเวลาแค่ 12 ปี แต่สุดท้ายถ้วยนี้ก็ถูกขโมยไปในบราซิล และ ไม่มีใครได้เห็นอีกเลย ซึ่งก็ไม่เหมือนตอนเวิล์ด คัพ 1966 ที่ประเทศอังกฤษ ที่ยังตามหาเจอ

ส่วนฟุตบอลโลกปี 1970 เป็นครั้งแรกที่ฟีฟ่าเอาระบบใบเหลือง และ ใบแดง มาใช้เป็นครั้งแรก

Comments Off

Tags: , ,

ฟุตบอลโลก 1958

Posted on 10 May 2010 by halahuya

ก่อนที่เทศกาลฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ จะระเบิดศึกขึ้นมา วันนี้ พวกเราเหล่าคอลูกหนัง มาร่วมกันย้อนรอยดูจุดกำเนิดของศึก เวิล์ด คัพ ตั้งแต่ ครั้งแรก – ปัจจุบัน เป็นการอุ่นเครื่องกันก่อนเลย

ศึกฟุตบอลโลก ระเบิดศึกขึ้นอีกครั้งที่ประเทศสวีเดน ปี1958 ซึ่งเป็นการเปิดตัวพร้อมกับความเศร้าสลด เมื่อ จูลส์ ริเมต์ บิดาแห่งศึกฟุตบอลโลก ได้เสียชีวิตไป วันที่ 16 ตุลาคม ปี 1956 ที่กรุงปารีส ขณะมีอายุ 83 ปี ส่วนเกมเวิล์ด คัพ ในครั้งนั้น ได้สร้างตำนานแห่งวงการลูกหนังโลก เมื่อ เด็กวัย 17 ปี ที่ชื่อ เอ๊ดสัน อรานเต้ โด นาสซิเมนโต้ หรือ เปเล่ ของทีมชาติ “แซมบ้า”บราซิล ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์โลก มาครองได้เป็นครั้งแรก ด้วยการซัดแฮตทริก ในเกมที่ชนะ ฝรั่งเศส 5-2 ในรอบรองชนะเลิศ และ ซัลโวอีก 2 ประตู ในเกมที่ชนะ สวีเดน เจ้าภาพ  5-2 ในนัดชิงชนะเลิศ แต่ทว่า ตำแหน่งดาวซัลโว กลายเป็น ชุสต์ ฟองแตง ดาวยิงของฝรั่งเศส ที่ทำประตูคนเดียวถึง 13 ประตู และ สถิติก็ยังดำเนินมาถึงวันนี้ บวกกับ เกิดผลการแข่งขัน เสมอ 0-0 ขึ้นเป็นครั้งแรกในเกมรอบแรกระหว่าง อังกฤษ กับ บราซิล ขณะเดียวกันก็มีการถ่ายทอดฟุตบอลโลกทางโทรทัศน์ เป็นครั้งแรกเพื่อให้โลกได้เห็น ถึงดาราฟุตบอลสมัยใหม่อย่าง โคปา, ฟองแตง, บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน, การ์รินชา, วาวา และ เปเล่

เกมฟุตบอลโลก ครั้งที่ 6 ครั้งนี้ มีชาติเข้าร่วมการแข่งขันถึง 55 ชาติ ในการแข่งขันรอบคัดเลือก และ ก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ ในรอบคัดเลือก เมื่อชาติอย่าง เบลเยียม, ฮอลแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, สเปน, อุรุกวัย และ อิตาลี ต่างพาเหรดกันตกรอบไป และ มีทีมที่เคยเป็นชาติรองบ่อนอย่าง เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ, สหภาพโซเวียต และ สวีเดน เข้ารอบมาแทนที่

ทีมชาติที่เล่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในตอนนั้น ก็คือ ทีม “ตราไก่” ฝรั่งเศส จากการ ที่บรรดาแนวรุกชั้นยอด 3 คน คือ เรย์มอนด์ โคปา, ปิอันโตนี และ ฟองแตง ส่งผลให้ทีมยิงประตูถึง 23 ลูกตลอดการแข่งขัน แม้ว่าจะต้องตกรอบรองชนะเลิศด้วยการแพ้ บราซิล ก็ตาม

กล่าวถึงเส้นทางของทีม “แซมบ้า” บราซิล ในการเป็นแชมป์โลกครั้งแรก นั้นเริ่มส่อแววตั้งแต่รอบแรก แม้ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่แข็ง เมื่อ ไล่ถล่ม ออสเตรีย 3-0, ยันเสมอ อังกฤษ 0-0 และ ชนะ สหภาพโซเวียต 2-0 ทำให้ พวกเขา ก้าวขึ้นเป็นแชมป์กลุ่ม ทะลุไปพบกับ เวลส์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งในเกมนี้ เป็นเกมที่ เปเล่ แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว หลังจาก ที่เพิ่งลงเล่นเวิล์ด คัพ เป็นนัดแรกในเกมปะทะ สหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1958 ซึ่ง เปเล่ ก็เป็นฮีโร่ กดประตูชัยให้ขุนพล “เซเลเซา”เฉือน เวลส์ ไป 1-0 จากนั้น ไอ้หนูวัย 17 ปี ก็มาบวกประตูอีก 2 ลูก ให้ทีม “แซมบ้า” ผ่าน ฝรั่งเศส มาได้ จนได้ชิงชนะเลิศกับ สวีเดน เจ้าภาพ ที่ชนะ เยอรมันตะวันตก แชมป์เก่า  3-1 ในรอบรองชนะเลิศ

ซึ่งในเกมนัดชิงชนะเลิศนั้น เป็นนัดแรกในเวิล์ด คัพ 1958 ที่ทีมบราซิล ตกเป็นฝ่ายตามหลังก่อน แต่สุดท้าย วาวา กับ เปเล่ ช่วยกันยิงคนละ 2 ประตู รวมกับ มาริโอ ซากาโล อีก 1 ประตู ทำให้ขุนพล “แซมบ้า” ขึ้นคว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาครอง โดย อาร์เธอร์ เดร์วรีย์ ประธานฟีฟ่า ในตอนนั้น มอบถ้วยให้ เบลลินี กัปตันทีมของบราซิล ที่สนามราซุนดา ในกรุงสตอกโฮล์ม

เรื่องน่ารู้กับฟุตบอลโลก สวีเดน 1958 หลังจากที่มีการแพร่ภาพเกมฟุตบอลโลก เมื่อครั้งเวิล์ด คัพ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 1954 แล้ว โลกของฟุตบอลก็ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ และ บราซิล ก็คว้าแชมป์โลกมาครองได้หลังผิดหวังจากที่ ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 8 ปีก่อน เมื่อชาติอื่นๆ ไม่สามารถหยุดยั้งความเก่งของ เปเล่ ได้ ก่อนที่ “ไข่มุกดำ” จะเล่นฟุตบอลโลกอีก 3 ครั้ง และ คว้าแชมป์อีก 3 สมัย ส่วนอีกรายที่อยู่ในทีมมานานคือ มาริโอ ซากาโล ที่ลงเล่นอีกครั้งในปี 1962 และ รับหน้าที่เป็นโค้ชในปี 1970 ซึ่งเป็นปีที่ บราซิล ได้ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ ไปครอบครองหลังจากได้แชมป์ 3 สมัย และ ในปี 1958 ที่สวีเดน เปเล่ ไอ้หนูวัย 17 ปี สามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเมื่อพาทีมเป็นแชมป์โลกได้สำเร็จ

Comments Off

Tags: , , , ,

ตารางการแข่งขันกลุ่ม G

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ตารางคะแนน

ชื่อทีมฟุตบอลโลกMPWDLGFGAPts
บราซิล0000000
เกาหลีเหนือ0000000
ไอเวอรี่โคสต์0000000
โปรตุเกส0000000

ตารางการแข่งขัน และ ผลประตู

คู่ที่วัน-เวลาสถานที่คู่แข่งขันผลการแข่งขัน
1315/06 21:00Nelson Mandela Bayไอเวอรี่โคสต์ - โปรตุเกส0-0
1416/06 01:30Ellis Parkบราซิล - เกาหลีเหนือ 2-1
2921/06 01:30Soccer City บราซิล - ไอเวอรี่โคสต์3-1
3021/06 18:30Green Point โปรตุเกส - เกาหลีเหนือ
3425/06 21:00Durbanโปรตุเกส - บราซิล
3525/06 21:00Mbombelaเกาหลีเหนือ - ไอเวอรี่โคสต์

Comments Off

Tags: , ,

ทีมชาติบราซิล

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

ไม่บอกก็รู้ว่าทีมแซมบ้า-บราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ลงเล่นฟุตบอลโลกทุกครั้งโดยมีเป้าหมายคว้าแชมป์อีกสมัย อยากจะได้ดาวอีก 1 ดวงติดที่หน้าอกเสื้อ คนเป็นกุนซืออย่างดุงก้า ที่เล่นฟุตบอลโลกมา 3 ครั้ง ก็รู้แก่ใจเช่นกันว่า อะไรที่ไม่ใช่แชมป์จะถือว่าล้มเหลว

ความโกรธ และผิดหวังของแฟนๆ อันเป็นปฏิกิริยา ที่มีต่อผลการแข่งขัน และฟอร์มของทีม ช่วงแรก เผยให้เห็นว่าแฟนแซมบ้า ตั้งความหวังไว้สูงแค่ไหน ทั้งที่จบรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ทำสถิติชนะ 9 เสมอ 7 และแพ้ 2 และได้สิทธิ์เล่นรอบสุดท้ายโดยไม่ต้องลุ้น 3 เกมสุดท้าย แคมป์เขียวทองยังถูกประณามสาปส่ง หลังจากที่เสมอ 0-0 สามนัดติดในบ้าน ที่ทีมเจออาร์เจนติน่า, โบลิเวีย และโคลอมเบีย อย่างไรก็ตามทีมของดุงก้า มาติดเครื่องระเบิดฟอร์มร้อนตั้งแต่เมษายน 2009 ทำผลงานชนะ 5 เมรวด รวมการบุกไปกดอุรุกวัย 4-0 ที่มอนเตวิเดโอ และบุกไปชนะอาร์เจนติน่า 3-1 ที่โรซาริโอ และชัยชนะเหนือ “ฟ้าขาว” นี่เองทำให้บราซิล การันตีที่ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ดาวดังประจำทีม

Kaká >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

Luis Fabiano >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เซบีญ่า

Pato >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เอซี มิลาน

โค้ช

ดุงก้า ( Dung a )

ก่อนจะรับจ๊อบคุมทีมชาติ คาร์ลอส กาเอตาโน่ เบลดอน เวอร์รี่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดุงก้า เคย เล่นให้ทีมชาติบราซิลทำศึกฟุตบอลโลกมาแล้ว รู้ดีว่าการทำงานกดดันเพียงใด หลังจากที่เป็นแพะรับบาป กรณีทีมกระเด็นตกรอบ 2 ฟุตบอลโลก 1990 ดุงก้า ที่เป็นกัปตันทีมอีก 4 ปี ต่อมา พาบราซิลคว้าแชมป์โลก ที่สหรัฐ อเมริกาเป็นเจ้าภาพ และถึงจะถูกตั้งคำถามความสามารถในการเป็นโค้ช ดุงก้า ตอบโต้ข้อสงสัยด้วยการพาทีม คานารินญ่า คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2007, ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 2009 และเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 โดยไม่ต้องลุ้นเหงื่อตก 3 นัดสุดท้ายสถิติ
- บราซิล กำลังจะเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 19 ติดต่อกัน และก็เป็นทีมเดียวในจักรวาล ที่ร่วมมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทุกครั้ง

- บราซิล ยังเป็นประเทศเดียว ที่คว้าแชมป์โลก 5 สมัย สถิติจากการเล่นทั้งหมด 92 นัดคือ ชนะ 64 เสมอ 14 และแพ้ 11

- ช่วงระหว่าง 15 มิถุนายน 2008 ถึง 11 ตุลาคม 2009 ทีมเซเลเซา ไม่แพ้ใคร 19 นัด

Comments Off

Advertise Here
Advertise Here

INFORMATION