Archive | ทีมฟุตบอลโลก

Tags: ,

ทีมชาติชิลี

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ชิลีในยุคฟื้นฟูใหม่ ที่สามารถกลับมาติดโควต้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง หลังห่างหายไป 3 หน หรือเป็นเวลา 12 ปีด้วยกัน นับตั้งแต่ครั้งก่อนคือบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งในยุคนั้นมีคีย์แมนในแดนหน้าอย่าง มาร์เซโล่ ซาลาส ซึ่งจับคู่กับ อิวาน ซามอราโน่ สร้างชื่อเสียงให้กับทีมชาติ และตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทักษะที่ค่อนข้างดี และการจบประตูในลักษณะที่เรียกได้ว่าคมกริบ ปัจจุบันแม้ทั้งคู่ จะไม่ได้ลงเล่นแล้ว แต่ทีมเต็งแชมป์กลุ่มอย่างสเปน ก็ยังออกมายอมรับเลยว่า คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในกลุ่มคือ ชิลีนี่เอง

ชิลีโฉมใหม่ภายใต้การคุมทีมของ มาร์เซโล่ บีเอลซ่า โค้ชชาวอาร์เจนติน่าผู้มากประสบการณ์ ปัจจุบันเป็นฮีโร่คนใหม่ของชาวชิลีทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ฉุดทีมฟุตบอลชิลี ขึ้นมาจากยุคตกต่ำที่ไม่ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้าย ทั้งที่เอเชียปี 2002 และเยอรมนีปี 2006 ซึ่งต้องมาดูกันว่า ในปีหน้า พวกเขาจะเล่นรอบสุดท้าย ได้ดีเหมือนในรอบคัดเลือก ที่ได้รองจ่าฝูงของกลุ่ม เป็นรองบราซิล ที่หนึ่งของกลุ่มอยู่แค่แต้มเดียวเท่านั้น ได้หรือไม่

เอลซ่า โค้ชทีมชิลีวัย 54 ปี ซึ่งถือว่าเด็กที่สุดในบรรดาโค้ชที่คุมทีมจากทวีปอเมริกาใต้ด้วยกัน ทำคะแนนในรอบชิงโควต้าได้ 33 แต้มจาก 18 นัด คว้าอันดับสองของกลุ่ม อันเนื่องมาจากอันดับ 3 ที่แต้มเท่ากันอย่าง ปารากวัย มีลูกได้เสียเป็นรอง ซึ่งน้อยกว่าทีมอันดับ 1 บราซิล อยู่แต้มเดียว ทั้งคะแนน และการทำประตู(ชิลีได้ 32 บราซิลได้ 33) ซึ่งนัดตัดสินอันดับนั้น ถือได้ว่ามาชิงที่ 2 กันในนัดสุดท้ายนี่เอง เนื่องด้วยการแข่งขันวันที่ 15 ตุลาคมนั้น ก่อนแข่งทีมปารากวัยมี 33 คะแนน ส่วน ชิลี มีอยู่ 30 คะแนน แต่เหตุการก็พลิกผันเมื่อ ปารากวัย เปิดบ้านพ่ายให้กับ โคลัมเบีย ไป 0-2 ส่วนชิลี ยิงชนะ เอกวาดอร์ 1-0 ในบ้านของตัวเอง ทำให้มี 33 คะแนนเท่ากัน และมีประตูได้เสียที่ดีกว่า ทำให้แซงขึ้นมาอยู่อันดับสองโดยปริยาย

ดาวดังประจำทีม

อาร์ตูโร่ วิดาล  >> Defender

สโมสรปัจจุบัน : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

มาร์ค กอนซาเลซ  >> Midfielder

สโมสรปัจจุบัน : ซีเอสเคเอ มอสโก

ฮุมแบร์โต้ ซัวโซ่  >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เรอัล ซาราโกซ่า

โค้ช

มาร์เซโล่ บีเอลซ่า (Marcelo Bielsa)

มาร์เซโล่ บีเอลซ่า ผู้เป็นกุนซือที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในบอลโลกครั้งนี้เนื่อง มาจากการคุมทัพเอาชนะ อาร์เจนติน่า ไปได้ 1-0 ซึ่งนั่นถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา เหตุเพราะตั้งแต่อดีตกาลมา ชิลีไม่เคยเอาชนะอาร์เจนติน่าได้เลยสักครั้ง

กุนซือผู้มีฉายาว่า เอล โลโก้ หรือภาษาไทยคือ กุนซือพายุคลั่ง อันเนื่องมาจากบุคลิกส่วนตัว ที่ค่อนข้างขี้หงุดหงิดโวยวาย และถือมั่นในการเคารพซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พูดได้ว่าเขาเป้นโค้ชที่ทำงานค่อนข้างหนัก เพื่อที่จะหาแทกติครูปแบบการเล่นที่ลงตัวเหมาะสมที่สุดให้กับทีม ในการแข่งแต่ละนัด จึงไม่แปลกใจเลยที่ทีมชิลี จะกลับมาผงาดเข้าสู่รอบสุดท้ายได้อีกครั้งหนึ่ง3

ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

การติดโควต้าเข้ารอบสุดท้ายของชิลีในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 8 ที่พวกเขาทำได้ ซึ่งใน 7 ครั้งก่อนหน้านั้น ผลงานที่ดีที่สุดที่เคยทำเอาไว้นั่นคือ จบที่อันดับ 3 ในปี 1962 ซึ่งเป็นปีที่พวกเขา ได้เป็นเจ้าภาพเอง

สถิติน่าสนใจ

* กุยเลอร์โม่ ซูเบียเบร่ (1930), เลโอเนล รามิเรซ (1962) และ มาร์เซโล่ ซาลาส (1998) เป็นผู้ที่ยิงในบอลโลกได้เยอะที่สุด โดยทั้งสามทำได้ทั้งหมดในปีเดียวกัน 4 ประตูด้วยกัน



Comments Off

Tags: ,

ทีมชาติฮอนดูรัส

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ฮอนดูรัส อีกหนึ่งทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ซึ่งเข้ามาได้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยทิ้งห่างจากครั้งแรกนานถึง 28 ปีด้วยกัน โดยผ่านเข้ารอบมาได้เป็นอันดับ 3 รองลงมาจากอเมริกา และ เม็กซิโก สองทีมยักษ์ใหญ่แห่งโซนคอนคาเคฟ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นอันดับสาม นั่นก็เป็นการผ่านเข้ารอบ โดยไม่ต้องเล่นรอบเพลย์ออฟเช่นกัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่มาจากความสามารถของยอดโค้ชอย่าง เรย์นัลโด้ รูเอด้า อย่างแท้จริง

ลูกทีมของรูเอด้า เริ่มต้นในทัวร์นาเม้นต์คัดบอลโลก ในรอบที่สอง โดยเป็นฝ่ายถล่มเอาชนะ เปอร์โต ริโก้ ไปได้ 6-2 รวมสองนัดเหย้าเยือน ผ่านเข้ามาที่รอบแบ่งกลุ่มครั้งแรก ที่ได้อยู่กับทีม เม็กซิโก, จาไมก้า และ แคนาดา ซึ่งใครเลยจะเชื่อว่า ฮอนดูรัส จะเอาชนะได้ถึง 4 นัดจาก 6 นัด ที่เหลือก็คือ แพ้ไป 2 สองครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นการพ่ายให้กับเม็กซิโก กับ จาไมก้า อย่างละครั้ง แต่รวมแล้ว ก็ได้ 12 คะแนน ซึ่งมากที่สุด เพราะทีมอันดับ 2,3 อย่างเม็กซิโก กับจาไมก้า ชนะได้แค่ 3 นัดเท่านั้น และเสมอกันคนละหนึ่ง มี 10 คะแนนเท่ากัน แต่เม็กซิโกดวงดี ลูกได้เสียดีกว่า เลยผ่านเข้ารอบเป็นที่สองตามฮอนดูรัสมาได้ จนกระทั่งมาถึงรอบสุดท้ายของการคัดตัว ก็ผ่านเข้ารอบไปเล่นปีหน้า ด้วยการคว้าอันดับ 3 เอาไว้ได้

ดาวดังประจำทีม

เมย์นอร์ ฟิเกรัว >> Defender

สโมสรปัจจุบัน : วีแกน

วิลสัน ปาลาซิออส   >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : ทอตแน่ม ฮอทสเปอร์

ดาวิด ซัวโซ่  >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เจนัว

โค้ช

เรย์นัลโด้ รูเอด้า (Reinaldo Rueda)

ฮอนดูรัสในยุคมืดที่อยู่ในสถานะทีมดาดๆ ทีมหนึ่ง ถูกฉุดให้ขึ้นมาเป็นยอดทีมที่กลับมาติดบอลโลกรอบสุดท้ายได้อีกครั้ง ด้วยฝีมือของโค้ชจอมกลยุทธชาวโคลัมเบียน เรย์นัลโด้ รูเอด้า ซึ่งเข้ารับงานตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งขณะนั้นเขายังอายุได้ 49 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งโค้ชรูเอด้า ใช้วิธีการทำทีมเฉพาะตัว ปลุกปั่นนักเตะ ให้กลายเป็นทีมที่มีความคมสุดยอดทีมหนึ่งในโซนคอนคาเคฟขณะนี้ ขณะที่แผงหลัง ก็แข็งเหนียว ไว้ใจได้สูง ทำให้แฟนๆ ศรัทธาในตัวของเขาเป็นอย่างยิ่ง

ฟุตบอลโลก ที่ผ่านมา

* ฮอนดูรัส  กลับมาเป็นทีมที่ได้เข้าร่วมรอบสุดท้ายอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปถึง 28 ปีด้วยกัน นั่นคือ การได้เข้าร่วมครั้งแรก ในปี 1982 ที่สเปน เป็นเจ้าภาพ

* ในบอลโลกครั้งแรกที่เคยเข้าร่วม ปี 1982 ทีมนอกสายตาอย่างฮอนดูรัส ซึ่งขณะนั้นนำทัพโดย โฌเซ่ เด ลา พาซ สามารถสร้างเซอร์ไพร์ซช็อคดลกได้โดยการยันเสมอเจ้าภาพ สเปน 1-1 และยังเสมอกับไอร์แลนด์เหนือได้อีก 1-1 เช่นกัน ก่อนที่จะพ่าย ยูโกสลาเวียไป 0-1 มีสองแต้ม ตกรอบไปในฐานะทีมบ๊วยของกลุ่ม

* ผู้ที่เคยทำประตูได้ในบอลโลกรอบสุดท้าย มีอยู่สองรายคือ เฮคเตอร์ เซลาย่า และ  อันโตนิโอ เลง โดยทำประตูได้คนละนัด เจอกับสเปน และไอร์แลนด์เหนือ ตามลำดับ

สถิติน่าสนใจ

* การพ่ายแพ้ให้กับทีม”ลุงแซม” สหรัฐอเมริกา 2-3 เมื่อวันที่ 6 เดือนกันยายนที่ผ่านมา นั่นทำให้หยุดสถิติไม่พ่ายใครในบ้าน ไว้ที่ 8 นัดติดต่อกัน

* ในรอบแบ่งกลุ่ม 6 ทีมสุดท้ายก่อนตัดตัวเข้าบอลโลก ฮอนดูรัสเสียประตูแค่ 11 ลูกเท่านั้น ซึ่งเป็นทีมที่เสียน้อยที่สุดในกลุ่มเสียด้วย

* พาว่อน จอมเก๋าสุดยอดคมของทีม ครองสถานะผู้ยิงได้เยอะที่สุดในรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย โดยยิงไปทั้งหมด 7 ลูก จากการลงสนาม 9 นัด

Comments Off

Tags: ,

ทีมชาติสวิตเซอร์แลนต์

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

สวิตเซอร์แลนด์ กลับมาติดเข้าร่วมบอลโลกครั้งสุดท้ายได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งที่ 9 ที่พวกเขาทำได้ ซึ่งต้องยกคุณงามความดีให้กับ อ็อตต์ม่าร์ ฮิตซ์เฟลด์ ผู้ทำทีมคว้าอันดับหนึ่งในรอบคัดเลือก ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฉลุย และประกาศพร้อมเป็นทีมม้ามืดที่จะสอดแทรกเข้าอันดับลึกๆ โดยจะไม่ยอมจอดง่ายๆ เหมือนดั่งครั้งที่แล้ว ปี 2006 ที่ต้องตกรอบเพราะดวลชุดโทษแพ้ยูเครน ไปอย่างน่าเสียดาย

ขุนพลนักเตะทีมที่มีธงคล้ายกับสัญลักษณ์กาชาดชุดนี้ เปี่ยมไปด้วยนักเตะสายเลือดใหม่ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และความสด ซึ่งการได้เห็นนักเตะมากความสามารถหลายๆ ราย อาทิเช่น เอเรน เดอร์ดิย็อค, ทรานควิลโล่ บาร์เน็ทต้า และผู้รักษาประตู ดีเอโก้ เบนากลิโอ้ ลงเล่นร่วมกับตัวเก๋าประจำทีมอย่าง อเล็กซานเดอร์ ฟราย และ ไบลส์ เอ็นคูโฟ่ ซึ่งทางทีมได้ตั้งความหวังไว้กับตัวโค้ช และนักเตะชุดนี้ว่า จะสามารถผ่านเข้ารอบไปได้จนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นขั้นต่ำ เหมือนดั่งที่เคยทำไว้เมื่อปี 1934, 1938 และ 1954

สวิตเซอร์แลนด์ ทำผลงานยอดเยี่ยมในรอบแบ่งกลุ่ม คว้าอันกับหนึ่งในกลุ่ม 2 โดยทำได้ทั้งหมด 21 แต้มด้วยกัน โดยมีทีม กรีซ ไล่ตามมาเป็นอันดับสองอยู่ใกล้ๆ 20 คะแนน โดยในจุดเริ่มต้นนั้นถือว่า ทีมสวิส ทำได้ไม่ค่อยดีนัก นัดแรกบุกไปเสมอกับทีม อิสราเอล 2-2 และนัดที่ 2 กลับมาเล่นในบ้านก็พ่ายให้กับ ลักเซมเบิร์ก 1-2 ด้วยกัน ซึ่งนี่ก็เป็นความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวในรอบนี้ ก่อนจะกลับมาได้ในนัดที่ 3 ที่เอาชนะแลตเวียไป 2-1 ในบ้านตัวเอง และทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ จนยึดที่ 1 ของกลุ่มไว้ได้ในท้ายที่สุด

ดาวดังประจำทีม

Gokhan Inler  >> Midfielder

สโมสรปัจจุบัน : อูดิเนเซ่

Tranquillo Barnetta >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

Johan Vonlanthen  >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : ซูริค

โค้ช

อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ (Ottmar Hitzfeld)

เกิด 12 มกราคม 1949
กุนซือเจ้าของฉายา “ท่านนายพล” ตอบรับงานคุมทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อหน้าร้อนปี 2008 หลังจากประสบความสำเร็จการทำงานในระดับสโมสรกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และบาเยิร์น มิวนิค 2 สโมสรดังของเยอรมัน
รอยด่างเดียวในชีวิตกุน ซือของฮิตซ์เฟลด์ คงหนีไม่พ้นรอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก 1998-99 หลังจากถูกพลพรรค “ปีศาจแดง” ยิง 2 ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บปล้นแชมป์ ในรอบชิงที่คัมป์ นู แบบเจ็บปวด

ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

- ในบอลโลกปีหน้า จะเป็นการหลุดเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายได้เป้นครั้งที่ 9 ของพวกเขา

- สวิสส์ ทำได้ดีที่สุดก็คือรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เคยทำไว้ในปี 1934,1938 และ 1954 ส่วนครั้งล่าสุด ปี 2006 ที่เยอรมนี พวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย

Comments Off

Tags: ,

ทีมชาติสเปน

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

ถ้าให้พูดถึงทีมที่ทำผลงานได้ยอด เยี่ยม ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รับรองเลยว่า สเปน แชมป์ยุโรปปัจจุบัน ต้องมีชื่ออยู่ 1 ใน 10 อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่ามองยังไง ทีมแดนกระทิงดุ ที่สามารถชนะรวดในรอบคัดเลือกทั้ง 10 นัดได้ โดยเฉพาะในนัดสุดท้ายที่ไม่ได้ส่งชุดใหญ่ลงเล่น แถมเป็นการบุกไปเยือนทีมรองจ่าฝูงอย่าง บอสเนียฯ ซึ่งส่งชุดใหญ่ลงเล่นกันถ้วนหน้า มุ่งหวังที่จะหยุดยั้งสถิติชนะรวดของสเปน เอาไว้ให้ได้ แต่ผลที่ออกมาคือ บอสเนียชุดใหญ่โดนกระทิงชุดไม่เต็มสูบถล่มแหลกไปถึง 5-2 ด้วยกัน จากจุดนี้ น่าจะพูดได้อย่างชัดเจนแล้วว่า สเปน เป็นอีกหนึ่งทีม ที่ก้าวขึ้นมาอยู่ระดับแนวหน้าของโลกแล้ว อย่างไม่ต้องสงสัย

“ลา โรฌา”(ฉายาภาษาสเปน แปลว่า The Reds – แดงพิฆาต)สเปน เป็นบอลสไตล์เน้นบุกเข้าใส่ นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานในรอบคัดเลือก พวกเขาจะซัดกันไปทั้งหมด 28 ประตู รั้งอันดับสองของทีมที่ยิงได้มากที่สุด ในยุโรป(อันดับหนึ่งคือ อังกฤษ ยิงได้ 34 ลูก) และเสียไปทั้งสิน 5 ประตูเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นหลักฐานได้ดีว่าสเปนในช่วงกำลังพีค มีทักษะความสามารถที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน มีทีมระดับโลกอยู่เพียงไม่กี่ทีมเท่านั้น ที่เชื่อในศักยภาพของลูกทีม และช่วยผลักดันให้ฉายพรรสวรรค์ในตัวของแต่ละคนออกมาได้เต็มที่ขนาดนี้ โดยไม่ละทิ้งแนวทางการเล่นต่อบอลสั้นๆ ที่ทีมถนัด

การคว้าแชมป์ยุโรป ปี 2008 มาได้ เป็นเครื่องหมายการันตีประสิทธิภาพและความน่ากลัวของสเปน ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในช่วงเวลา 10 นัดที่เหลือหลังจากคว้าแชมป์ยุโรป จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ทีมกระทิงดุจะได้รับการจับตามองว่า น่าจะคว้าแชมป์กลุ่มไปได้อย่างลอยลำ ตั้งแต่ประเดิมด้วยการเอาชนะ บอสเนีย ทีมอันดับสอง ไปได้อย่างฉิวเฉียด 1-0 จากการทำประตูของศูนย์หน้าตัวเก่ง ดาบิด บีย่า หน้าเป้าสันโดษในนัดนั้น และหลังจากนั้นก็เก็บชัยชนะมาได้อีกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผ่าน อาร์เมเนีย และ เอสโตเนีย มาได้อย่างไม่ยากเย็น รวมถึงทีมเบลเยี่ยม กับทีมตุรกี มาจนกระทั่งนัดสุดท้าย ที่ส่งชุดเล็กลงปราบทีมบอสเนียถึงถิ่น เก็บชัยชนะอย่างขาวสะอาดไปทั้ง 10 และคว้าอันดับหนึ่งของกลุ่มไปบอลโลกรอบสุดท้าย อย่างปราศจากข้อสงสัย

ดาวดังประจำทีม

Cesc Fábregas >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : อาร์เซนอล

David Villa >> Forward

สโมสร ปัจจุบัน : บาเลนเซีย

Fernando Torres >> Forward

สโมสร ปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล

โค้ช

บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (Vicente del Bosque)

โค้ชบิเซนเต้ เดล บอสเก้ ผู้เข้ามาสานต่อความสำเร็จต่อจาก หลุยส์ อาราโกเนส ผู้ทิ้งท้ายจากคุมทีมสเปนไว้ด้วยรางวัลถ้วยแชมป์ยุโรปปี 2008 ซึ่งยังคงยึดหลักการเดิมในการทำทีม นั่นคือ เน้นที่จะอำนวยความสะดวกให้นักเตะฉายพรสวรรค์บนพื้นสนามหญ้าให้เต็มที่ มากกว่าเน้นระบบทีมที่แข็งกร้าว นั่นจึงทำให้นักเตะหลายๆ รายของทีมสเปน ส่องประกายเจิดจ้าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งยอดกุนซือวัย 59 ปีรายนี้ เริ่มคุมทัพมาตั้งแต่ทีม”ราชันชุดขาว” ชุดบี ที่อยู่ในเซกุนด้า ดิวิชั่นบี ตั้งแต่ปี 1985 จนกระทั่งปี 1994 เขาได้มีโอกาสเข้าร่วมอยู่ในชุดสต๊าฟของทีมชุดใหญ่ จนกระทั่งเวลาผ่านไป 5 ปี ในปี 1999 จากการที่กุส ฮิดดิ้ง โดนเด้งออกจากเก้าอี้กุนซือ ทำให้ทางบอร์ดบริหารได้ตัดสินใจให้โอกาสเดล บอสเก้ ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 44 ปี ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ เป็นครั้งแรกของตัวเขาเอง ซึ่งผลงานในการคุมทีมชุดขาวของเขานั้นก็ถือว่าเข้าตากรรมการเป็นอย่างยิ่ง เขาพาทีมขึ้นสู่จุดสูงด้วยด้วยการกวาดแชมป์มาหลายรายการทั้งแชมป์ลาลี กา(2001, 2003) ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (2000, 2002), สแปนิช ซูเปอร์ คัพ (2001), ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ (2002) และศึกชิงแชมป์สโมสรโลก โดยโตโยต้า (2002)

โค้ชสแปนิช ผู้เกิดที่เมืองซาลามันก้า สานต่อความสำเร็จของอาราโกเนส ด้วยบอลในสไตล์จังหวะเดียวเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์จุดเด่นของฟุตบอลประเทศสเปนไปเสียแล้ว ที่จะต้องใช้มิดฟิลด์ตัวกลั่นคุณภาพชั้นเยี่ยมในการขับเคลื่อนทีม ซึ่งผลงานที่ออกมานั้น ก็ล้วนเป็นการเก็บเกี่ยวชัยชนะมาได้อยู่เสมอๆ ยกเว้น ฝันร้ายครั้งใหญ่ เมื่อตอนศึกคอนเฟดฯ ที่คุมทีมพ่ายให้กับ อเมริกา ชนิดยิงไม่ได้สักประตู 0-2 ครั้งเดียวเท่านั้น

ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

* สเปนผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 12 แล้ว ซึ่งถ้าสเปนเข้าร่วมการคัดเลือก ก็มักจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้เสมอ ยกเว้นปี 1974 ที่เยอรมนีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ไม่ผ่าน

* อันดับที่ดีที่สุดของ “ลา โรฌา” ที่เคยทำได้นั้น อยู่ในปี 1950 โดยจบทัวร์นาเม้นต์ในอันดับที่ 4 มีคะแนนเดียวจากการแข่งรอบสุดท้าย 3 นัด โดยเจอกับอุรุกวัย, บราซิล และ สวีเดน (สมัยนั้นมีทีมเข้าร่วมแค่ 16 ทีม รอบชิงชนะเลิศจึงต้องจัดแข่งเป็นลีก 4 ทีมสุดท้าย)

* ในจุดสูงของฟุตบอลระดับชาติ สเปนสามารถคว้าแชมป์ ได้ 2 แชมป์ด้วยกัน นั่นคือ บอลถ้วยยุโรป เมื่อปี 1964 และ 2008 ที่ผ่านมา

สถิติน่าสนใจ

- สเปน เก็บชัยชนะ 10 นัดรวด ในรอบแบ่งกลุ่มรอบสุดท้าย ศึกคัดบอลโลก

- “ลา ฟูเรีย โรฌา”(ฉายาเต็มๆ ของสเปน แปลว่า The fury reds มฤตยูแดงพิฆาต) เข้ารอบสุดท้ายในฐานะเป็นทีมโซนยุโรปที่ทำประตูได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากอังกฤษ โดยซัดไปทั้งหมด 28 ประตู

Comments Off

Tags: , ,

ทีมชาติโปรตุเกส

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

รองแชมป์ ยูโร 2004 และอันดับที่ 4 ในฟุตบอลโลก 2006 โปรตุเกส คือทีมที่เล่นฟุตบอลได้น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กระนั้นพวกเขาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันนักในเวทีลูกหนังระดับ ชาติเลย โดยในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกแล้ว พวกเขาทำได้ดีที่สุดด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเท่านั้น และคราวนี้ “อา เซเลเซา ดาส กวีนาส” ก็หวังว่าพวกเขาจะทำได้ดีกว่าที่แล้ว ๆ มาทั้งหมดต่อไป

ด้าน คาร์ลอส เคยรอซ เทรนเนอร์เชื้อสายโมซัมบิกันของพวกเขานั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับประเทศแอฟริกาใต้เท่าไหร่นักแต่อย่างใดเลย เมื่อเขาเคยคุมทีมชาติ “บาฟาน่า-บาฟาน่า” มาแล้วในช่วงปี 2000-2002 ที่ผ่านมา และมาคราวนี้ กับทีมที่ประกอบไปด้วยดาวเตะชั้นดีอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโต้ , เปเป้ และ เดโก้ นั้น เคยรอซ รู้ดีทีเดียวว่าความคาดหวังที่มีต่อทีมนี้นั้นมีสูงแค่ไหนแน่นอน

โปรตุเกส เริ่มต้นได้ไม่ดีเท่าไหร่นักในรอบคัดเลือก เมื่อพวกเขาเอาชนะคู่แข่งได้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น จาก 5 นัดแรกในรอบดังกล่าว ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาถูกคาดหมายจะตกรอบไปอย่างแน่นอนเลยทีเดียว กระนั้นด้วยการเร่งฟอร์มกลับมาในช่วงโค้งสุดท้าย ประกอบกับการทำประตูได้ถึง 8 ลูก และไม่เสียสักลูกเดียวเลย ทำให้พวกเขาสามารถเร่งแซงขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 และคว้าสิทธิ์ไปดวลเพลย์ออฟได้ และในรอบดังกล่าวนั้นเอง พวกเขาต้องพบกับ บอสเนีย ซึ่งพวกเขาก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เมื่อเอาชนะทั้ง 2 นัด ด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งหมด ทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบ แม้ว่าจะต้องลงเล่นโดยปราศจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กัปตันทีมคนสำคัญไป เนื่องจากบาดเจ็บด้วยก็ตาม

ดาวดังประจำทีม

Nani >> Midfielder

สโมสรปัจจุบัน : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

Cristiano Ronaldo >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

Deco >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน  : เชลซี

โค้ช

คาร์ลอส เคยรอซ (Carlos Queiroz)

คาร์ลอส เคยรอซ กุนซือของทีม เขาเคยมีประสบการณ์การนำทีมชาติโปรตุเกสชุดเล็กคว้าแชมป์เยาวชนโลกมาแล้วถึง 2 ครั้งติดต่อกันในปี 1989 และ 1991 ซึ่งในทีมชุดนั้น ลูกทีมของเขาก็ประกอบไปด้วยดาวเตะชั้นยอดมากมาย อาทิ รุย คอสต้า , หลุยส์ ฟิโก้ รวมไปถึง เฟร์นานโด เคาโต้ ด้วย และในทีมชุดดังกล่าวนี้เองก็ได้ถูกขนานนามว่า “The Golden Generation” หรือ “ยุคทอง” ที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว

ด้านในระดับทีมชุดใหญ่ เขาเคยร่วมงานทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะผันตัวไปรับงานเป็นนายใหญ่ของ เรอัล มาดริด อยู่ 10 เดือน และกลับมาร่วมงานกับบรมกุนซือชาวสก็อตต์เป็นคำรบ 2 อีกครั้ง หลังจากที่ถูกทีม “ราชันชุดขาว” ไล่ออกมา และล่าสุดภายหลังจบศึก ยูโร 2008 ที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ หมดสัญญากับทางสมาคม พร้อมทั้งขอวางมือไปนั้น เคยรอซ ผู้ซึ่งเคยขึ้นมาชิมลางลองคุมทีมชุดใหญ่ของแดนฝยทองอยู่ช่วงหนึ่งระหว่างปี 1991-1993 (พาทีมล้มเหลวไม่ได้เข้าร่วมในศึก ยูโร 92 และ ฟุตบอลโลก 94) มาแล้ว ก็ได้ตกลงรับงานคุมทีมชุดใหญ่เป็นครั้งที่ 2 ในที่สุด ก่อนที่จะพาทีมเตรียมลงฟาดแข้งในศึกฟุตบอลโลก 2010 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ ที่จะถึงในช่วงกลางปี 2010 นี้ต่อไป

ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

ไม่น่าเชื่อว่าใน ปี 1966 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ โปรตุเกส ได้เข้าร่วมในทัวร์นาเมนต์รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกนั้น พวกเขาสามารถพาตัวเองคว้าอันดับที่ 3 ในหนนั้นได้เป็นผลสำเร็จ อีกทั้ง ยูเซบิโอ ดาวเตะระดับตำนานของทีม ก็สามารถคว้ารางวัล “รองเท้าทองคำ” หรือดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ ได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าในการเปิดซิงคราวนั้น จัดได้ว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมฝอยทองในฟุตบอลโลกทุก ครั้งที่ผ่านมาเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามภายหลังจาก เวิลด์ คัพ ในปีดังกล่าว ทีม “ฝอยทอง” ก็ไม่สามารถได้เข้าไปสัมผัสกับทัวร์นาเมนต์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นี้ได้อีกเลย จนกระทั่งถึงปี 1986 ที่พวกเขาสามารถฟันฝ่าเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ ก่อนที่จะตกรอบไปในปีนั้น เช่นเดียวกับครั้งต่อมาในปี 2002 ที่ต้องกระเต็นตกรอบไปในจุดเดียวกัน ก่อนที่ปี 2006 หรือครั้งที่แล้ว ณ ประเทศเยอรมัน ที่ผ่านมา พวกเขาสามารถกรุยทางเข้าถึงรอบรองชนะเลิศมาได้ ก่อนที่จะไปพ่ายแพ้ให้กับ ฝรั่งเศส ในรอบดังกล่าว 0-1 พร้อมทั้งจบด้วยอันดับที่ 4 ด้วยการพ่ายให้เจ้าภาพ เยอรมัน ในเวลาต่อไป กระนั้นสำหรับ เวิลด์ คัพ หนนี้นี่ถือเป็นครั้งที่ 5 ของพวกเขาแล้วเช่นเดียวกัน

Comments Off

Tags: , ,

ทีมชาติไอวอรี่โคสต์

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

ถือเป็นหนึ่งชาติจากกาฬทวีปที่ได้รับการจับตามองมากที่สุด ที่แอฟริกาใต้ครั้งนี้ เนื่องจากผู้เล่นหลายคนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง “ช้างดำ”เคยหลุดเข้ามาเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เยอรมัน 2006 พวกเขาถูกจับมาอยู่สายที่แข็งแกร่งร่วมกับ อาร์เจนติน่า, ฮอลแลนด์, และ มอนเตเนโกร ซึ่งทีมดังแห่งแอฟริกาแพ้ให้กับยอดทีมจากแดนละติน 1-2 ตามด้วยทานความแข็งแกร่งของอัศวินสีส้มไม่ไหวพ่ายไปในสกอร์เดียวกัน ก่อนที่จะมาโชว์ฟอร์มเก่งในเกมส่งท้ายเมื่อเฉือนชนะมอนเตเนโกร 3-2

ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น และแข้งหลักหลายคนสร้างชื่อขึ้นมามาก ครบเครื่องทั้งรุกและรับ เชื่อว่า ทีมของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา น่าจะมีลุ้นไม่น้อยที่จะประสบความสำเร็จในทัวร์นาเมนท์นี้

ด้วยผลงานและฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งและเจิดจรัส ทำให้”ช้างดำ”ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาอย่างง่ายดาย โดยไม่แพ้ให้กับทีมใดเลยในรอบคัดเลือก ทำให้ ไอวอรี่โคสต์ เข้ามาเป็นอันดับที่หนึ่งของกลุ่ม เหนือ บูร์กิน่า ฟาโซ, มาลาวี และ กีนี  ส่วนเกมที่น่าจดจำในรอบคัดเลือกที่ผ่านมาก็คือ การเผชิญหน้ากับ มาลาวี หลังจาก”ช้างดำ”ตามอยู่ 0-1 และเป็น ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ที่ลุกมาจากม้านั่งสำรอง ซัดประตูตีเสมอเป็น 1-1 และนั่นเป็นแต้มสำคัญที่ส่งยอดทีมแห่งกาฬทวีปเข้ารอบสุดท้ายได้สำเร็จ ขณะที่ ดร็อกบา กลายเป็นดาวซัลโวของทีม โดยซัดไปถึง 6 ประตูจาก 5 เกม

ดาวดังประจำทีม

Gneri Toure Yaya >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : บาร์เซโลน่า

Salomon Kalou >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เชลซี

Didier Drogba  >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เชลซี

โค้ช

สเวน โกรัน อีริคส์สัน (Sven Goran Eriksson)

สหพันธ์ ฟุตบอลไอวอรี่ โคสต์ (เอฟไอเอฟ) ประกาศแต่งตั้ง สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เทรนเนอร์ชาวสวีเดน เข้ามากุมบังเหียนทีมชาติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้นำทีมเข้าร่วมศึกฟุตบอลโลก 2010 รอบสุดท้าย ที่ แอฟริกาใต้ ช่วงระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 11 กรกฎาคมนี้

กุน ซือวัย 62 ปี ที่พาทีมชาติอังกฤษไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ เวิลด์ คัพ 2002 และ 2006 เข้ามาทำหน้าที่ต่อจากวาฮิด ฮาลิลฮ็อดซิก ที่โดนไล่ออก หลังจากขุนพล “ช้างดำ” ถูกเขี่ยตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แถลงการณ์ ของ เอฟไอเอฟ ระบุว่า “เมื่อทราบถึงความคาดหวังอันยิ่งใหญ่จากประชาชนของเราที่ให้ความสนใจเรื่อง นี้อย่างมาก คณะกรรมการบริหาร จึงได้พุ่งเป้าตัวเลือกไปที่ มร. สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เขาเคยเป็นโค้ชทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติเม็กซิโก ในบรรดาหลายๆ งานที่เคยทำ เขาเป็นผู้ชำนาญมากประสบการณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว”

“ภารกิจ ของเขาคือนำทีมของเราในฟุตบอลโลกคราวนี้ และ เพื่อรับประกันการเข้าร่วมการแข่งขันที่สงวนไว้ให้ 32 ชาติลูกหนังชั้นนำในโลกอย่างมีเกียรติ และ มันก็ยากอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น คณะกรรมการบริหารของ เอฟไอเอฟ จึงขอให้ร่วมมือกันด้วยความเคารพ ระหว่างทัพ “ช้างดำ” และ โค้ชของพวกเขา”

งานสุดท้ายของ “สเวนนิส” ในวงการลูกหนังเป็นการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลของ น็อตต์ส เคาน์ตี้ สโมสรระดับ ลีก ทู ของอังกฤษ ก่อนจะตัดสินใจลาออกหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของทีม เมื่อเดือนมกราคม

นอก จากเคยคุมทีมชาติ อีริคส์สัน ยังได้ชื่อว่าเป็นโค้ชระดับแถวหน้าในระดับสโมสร เคยพาไอเอฟเค โกเตนเบิร์ก สโมสรบ้านเกิดคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ปี 1982 ก่อนจะย้ายไปโปรตุเกสคุม เบนฟิก้า ตามด้วยที่ อิตาลี ซึ่งเริ่มต้นที่ โรม่า, ฟิออเรนติน่า, ซามพ์โดเรีย และปิดท้ายกับ ลาซิโอ ที่เขาคว้าแชมป์ได้ 6 รายการระหว่างปี 1997-2000

สถิติ

- ไอวอรี่โคสต์ เป็นชาติเดียวในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน ซึ่งเรียกนักเตะที่ค้าแข้งอยู่นอกประเทศทั้งหมดมาติดทีม

- เป็นชาติเดียวที่ยิงประตูทุกเกมในศึกฟุตบอลโลก

- ในฟุตบอลโลก 2006, 6 ประตูของไอวอรี่โคสต์ มาก่อนนาทีที่ 40 ของการแข่งขัน

Comments Off

Tags: ,

ทีมชาติเกาหลีเหนือ

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

เกาหลีเหนือถือเป็นทีมม้ามืดของเอเชียอย่างแท้จริง หลังผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกแอฟริกาใต้ 2010 เป็นตัวแทนหนึ่งในสี่ของทวีปแบบช็อกโลก เท่ากับว่าจอมเซอร์ไพรส์ทีมนี้กลับมาผงาดในเวทีเวิร์ดคัพอีกครั้งนับตั้งแต่ ปี 1966 จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือเกือบจะทะลุผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้าย ตั้งแต่ เยอรมัน 2006 แล้ว จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จที่แอฟริกาใต้ 2010 นี่เอง

เกาหลีเหนือมีเส้นทางที่ยาวไกลและทรหด มากกว่าจะผ่านเข้ามาได้ เพราะรอบคัดเลือกของพวกเขากินเวลายาวนานถึง 20 เดือน ซึ่งต้องเล่นรวมทั้งหมด 16 เกม โดยเริ่มตั้งแต่พบกับมองโกเลียในรอบคัดเลือกรอบแรก และ”โสมแดง”ก็เอาชนะได้ทังเหย้าและเยือน และกรุยทางมาจนถึงรอบ 10 ทีมสุดท้าย ก่อนจะเกาะอันดับที่ 2 ของกลุ่ม โดยออกตัวได้อย่างสวยงาม เชือด ยูเออี 2-1 เสมอ เกาหลีใต้ 1-1 ถึงจะมาแพ้อิหร่าน 1-2 ในเกมถัดมา แต่ก็มาแก้ตัวด้วยารเปิดบ้านชนะซาอุฯ 1-0 อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ต้านความแกร่งของเกาหลีใต้ไม่ไหว พ่ายไป 0-1 ในเลก 2 ผลงานโดยรวมของพวกเขาก็ไม่ถึงกับแย่นักเมื่อยันเสมออิหร่าน 1-1 ทั้งนี้”โสมแดง”ต้องการอีกแค่คะแนนเดียวก็จะทุะลุไปเล่นรอบสุดท้ายทันที และก็ไม่ทำให้แฟนๆต้องผิดหวัง เมื่อยันเสมอซาอุดิอารเบีย 0-0 ตามเกาหลีใต้ เพื่อนใกล้เรือนเคียงตีตั๋วไปแอฟริกาใต้มาได้อย่างยิ่งใหญ่

ดาวดังประจำทีม

มุน อิน กุ๊ก >> Midfielder

สโมสรปัจจุบัน : เอพริล 25

ฮอง ยอง โจ >> Forward

สโมสร ปัจจุบัน : เอฟซี รอสตอฟ

โค้ช

คิม จุง ฮุน  ( Kim Jong-Hun )

ถ้านับย้อนไปเมื่อปี 1966 ครั้งสุดท้ายที่เกาหลีเหนือหลุดเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ ช่วงเวลานั้น กุนซือคนเก่งของ”โสมขาว” คิม จุง ฮุน อายุเพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไป 33 ปี คิม ในวัย 43 สามารถปลุกกระแสคนเกาหลีเหนือให้คึกคักด้วยการพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ อีกครั้ง ด้วยแผนการเล่นไม่ซับซ้อนอะไรเลย ขยัน มุ่งมั่น วินัยสูง และ เกมรับที่เหนียวแน่น

ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

อย่างที่รู้กันดีว่าครั้งสุดท้ายที่กองทัพโสมแดง หลุดเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย ก็ต้องย้อนไปถึงปี 1966 ที่ประเทศอังกฤษรับหน้าสื่อเป็นเจ้าภาพ และเป็นทัวร์นาเมนท์ที่น่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเกาหลีเหนือสามารถปราบอิตาลี 1-0 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างเหลือเชื่อ และเกมนั้นถูกยกให้เป็นแมทช์คลาสิคตลอดกาล ถึงจะมาจอดที่รอบควอเตอร์ไฟนั่ลให้กับ”ฝอยทอง”โปรตุเกสแบบน่าเสียดาย เพราะออกนำไปก่อนถึง 3-0 ก่อนที่จะถูกรัวแซงรวดเดียว 5 ประตู เป็นแพ้ 3-5 ซึ่ง ยูเซบิโอ กองหน้าคนดัง เหมาคนเดียว 4 ลูก จบเกมเกาหลีเหนือกลับบ้านอย่างน่าประทับใจ

สถิติ ที่น่าสนใจ

เกาหลีเหนือผ่านเข้ารอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1966 หรือเมื่อ 44 ปีที่แล้ว

Comments Off

Tags: , ,

ทีมชาติบราซิล

Posted on 06 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

ไม่บอกก็รู้ว่าทีมแซมบ้า-บราซิล แชมป์โลก 5 สมัย ลงเล่นฟุตบอลโลกทุกครั้งโดยมีเป้าหมายคว้าแชมป์อีกสมัย อยากจะได้ดาวอีก 1 ดวงติดที่หน้าอกเสื้อ คนเป็นกุนซืออย่างดุงก้า ที่เล่นฟุตบอลโลกมา 3 ครั้ง ก็รู้แก่ใจเช่นกันว่า อะไรที่ไม่ใช่แชมป์จะถือว่าล้มเหลว

ความโกรธ และผิดหวังของแฟนๆ อันเป็นปฏิกิริยา ที่มีต่อผลการแข่งขัน และฟอร์มของทีม ช่วงแรก เผยให้เห็นว่าแฟนแซมบ้า ตั้งความหวังไว้สูงแค่ไหน ทั้งที่จบรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ทำสถิติชนะ 9 เสมอ 7 และแพ้ 2 และได้สิทธิ์เล่นรอบสุดท้ายโดยไม่ต้องลุ้น 3 เกมสุดท้าย แคมป์เขียวทองยังถูกประณามสาปส่ง หลังจากที่เสมอ 0-0 สามนัดติดในบ้าน ที่ทีมเจออาร์เจนติน่า, โบลิเวีย และโคลอมเบีย อย่างไรก็ตามทีมของดุงก้า มาติดเครื่องระเบิดฟอร์มร้อนตั้งแต่เมษายน 2009 ทำผลงานชนะ 5 เมรวด รวมการบุกไปกดอุรุกวัย 4-0 ที่มอนเตวิเดโอ และบุกไปชนะอาร์เจนติน่า 3-1 ที่โรซาริโอ และชัยชนะเหนือ “ฟ้าขาว” นี่เองทำให้บราซิล การันตีที่ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ดาวดังประจำทีม

Kaká >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

Luis Fabiano >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เซบีญ่า

Pato >> Forward

สโมสรปัจจุบัน : เอซี มิลาน

โค้ช

ดุงก้า ( Dung a )

ก่อนจะรับจ๊อบคุมทีมชาติ คาร์ลอส กาเอตาโน่ เบลดอน เวอร์รี่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดุงก้า เคย เล่นให้ทีมชาติบราซิลทำศึกฟุตบอลโลกมาแล้ว รู้ดีว่าการทำงานกดดันเพียงใด หลังจากที่เป็นแพะรับบาป กรณีทีมกระเด็นตกรอบ 2 ฟุตบอลโลก 1990 ดุงก้า ที่เป็นกัปตันทีมอีก 4 ปี ต่อมา พาบราซิลคว้าแชมป์โลก ที่สหรัฐ อเมริกาเป็นเจ้าภาพ และถึงจะถูกตั้งคำถามความสามารถในการเป็นโค้ช ดุงก้า ตอบโต้ข้อสงสัยด้วยการพาทีม คานารินญ่า คว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2007, ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 2009 และเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 โดยไม่ต้องลุ้นเหงื่อตก 3 นัดสุดท้ายสถิติ
- บราซิล กำลังจะเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 19 ติดต่อกัน และก็เป็นทีมเดียวในจักรวาล ที่ร่วมมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทุกครั้ง

- บราซิล ยังเป็นประเทศเดียว ที่คว้าแชมป์โลก 5 สมัย สถิติจากการเล่นทั้งหมด 92 นัดคือ ชนะ 64 เสมอ 14 และแพ้ 11

- ช่วงระหว่าง 15 มิถุนายน 2008 ถึง 11 ตุลาคม 2009 ทีมเซเลเซา ไม่แพ้ใคร 19 นัด

Comments Off

Tags: ,

ทีมชาติสโลวาเกีย

Posted on 04 May 2010 by halahuya

สโลวาเกีย ชาติเล็ก ๆ บนผืนแผ่นดินยุโรป นี่ถือว่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับพวกเขา ที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ลูกหนังระดับโลกอย่าง เวิลด์ คัพ เลยทีเดียว ภายหลังจากการแยกตัวออกมาจาก เชโกสโลวาเกีย นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา กระนั้นแม้ว่าทีมของพวกเขาดูจะยากที่จะประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ ทว่า สโลวาเกีย ก็สามารถที่จะไว้ใจในระบบการจัดการ รวมไปถึงนักเตะอายุน้อย ๆ ที่มีคุณภาพมากมายได้เลยว่า กระบวนการการเดินหน้าต่อไปของพวกเขาจะให้เหตุผลที่ดีที่จะทำให้พวกเขาสามารถ มองโลกในแง่ดีได้เกี่ยวกับการลงเล่นในประเทศแอฟริกาใต้ กลางปี 2010 ที่จะนี้อย่างแน่นอน

อันดับที่ 4 ในรอบคัดเลือก เวิลด์ คัพ ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส , อันดับที่ 3 ในรอบเดียวกันของทัวร์นาเมนต์ ปี 2002 ที่ ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ และอันดับที่ 2 ของกลุ่มในรอบคัดเลือกทัวร์นาเมนต์ที่ เยอรมัน ปี 2006 เหล่านี้ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่า สโลวาเกีย มีพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และไม่หยุดยั้งในแต่ครั้ง ก่อนที่ในวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2009 ที่ผ่านมา พวกเขาสามารถสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญได้สำเร็จ ด้วยการคว้าอันดับที่ 1 ของกลุ่ม และเข้าร่วมศึก เวิลด์ คัพ ปี 2010 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ ได้เป็นหนแรก อีกทั้งในรอบดังกล่าวพวกเขาก็พ่ายแพ้เพียงแค่ 2 นัดเท่านั้นด้วย โดยเสียท่าให้กับ สโลวีเนีย เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงทั้ง 2 นัดเหย้า-เยือนไปด้วยสกอร์ 0-2 และ 1-2 เท่านั้น อยากไรก็ตามแม้ว่าจะสามารถผ่านเข้าสู่ รอบสุดท้ายดังกล่าวได้ แต่เส้นทางในการเข้ารอบก่อนที่จะคว้าตั๋วแห่งประวัติศาสตร์ไปนั้น ต้องบอกว่าไม่ได้ง่ายดายแบบนอนมาแต่อย่างใด แถมยังห่างไกลกับคำว่าแบเบอร์อีกด้วย กระนั้นถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าพวกเขาผ่านมาได้อย่างช้า ๆ และแน่นอนมากกว่า โดยที่ความหวังของพวกเขากว่าจะมาถึงจริง ๆ นั้น ก็คือในเกมสุดท้ายที่บุกไปเอาชนะ โปแลนด์ 1-0 นั่นเอง

ดาวดังประจำทีม

Marek Hamsik >> Midfielder

สโมสรปัจจุบัน : นาโปลี

Miroslav Karhan >> Midfielder

สโมสรปัจจุบัน : ไมน์ซ 05

Robert Vittek >> Forward

สโมสร ปัจจุบัน : อันคารากูคู

โค้ช

วลาดิเมียร์ ไวส์ส (Vladimir Weiss)


วลาดิเมียร์ ไวส์ส เทรนเนอร์คนหนุ่มวัย 45 ปีของทีม เขาเกิดเมื่อปี 1964 และเป็นถึงอดีตนักเตะทีมชาติสโลวาเกียด้วย โดยเขาถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทน ยาน โคเชี่ยน ซึ่งทำทีมล้มเหลวหลังจากตกรอบคัดเลือกในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ ยูโร 2008 ที่ผ่านมา

ด้วยความเป็นคนที่มีคาแรกเตอร์ที่แข็ง แกร่ง ไวส์ส เริ่มต้นเรียนรู้งานโค้ชด้วยการเป็นผู้ช่วยในทีม อาร์ตมีเดีย บราติสลาว่า ก่อนในปี 1996 ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาทำทีมในฐานะผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัวใน สโมสรเดียวกันเมื่อปี 2000 ซึ่งในฤดูกาล 2005/06 นั้น เขาได้นำทีมเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ก่อนที่จะย้ายไปคุม แซเทิ่ล มอสโก ในซีซั่นต่อมา และกลับมาที่เดิมอีกครั้งในฤดูกาล 2007/08 และเลือกรับงานคุมทีมชาติบ้านเกิดในที่สุดเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมานี้เอง

อนึ่งสำหรับ วลาดิเมียร์ ไวส์ส นั้น เขาก็มีลูกชายชื่อ วลาดิเมียร์ ไวส์ส เช่นเดียวกัน โดย ไวส์ส จูเนียร์ นั้น ปัจจุบันค้าแข้งให้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ ขณะเดียวกันพ่อของ ไวส์ส ซึ่งก็ชื่อ วลาดิเมียร์ ไวส์ส เหมือนกันอีกนั้น ก็เป็นถึงอดีตนักฟุตบอลทีมชาติเชโกสโลวาเกียด้วยเลยทีเดียว

ฟุตบอลโลก ที่ผ่านมา

นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ของ สโลวาเกีย ในการลงเล่นทัวร์นาเมนต์ลูกหนังระดับโลกอย่างเช่น เวิลด์ คัพ เลยทีเดียว กระนั้นถ้าย้อนหลีงกลับไปยังสมัยที่ยังเป็น เชโกสโลวาเกีย อยู่นั้น ต้องบอกว่านี่ถือเป็นครั้งที่ 8 แล้วที่พวกเขาได้มีส่วนร่วม นอกจากนี้ เชโกสโลวาเกีย ยังสามารถไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้อีกในฟุตบอลโลก ปี 1938 และปี 1962 ด้วย ก่อนที่จะแพ้ให้กับ อิตาลี ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 ในครั้งแรก และครั้งที่ 2 ก็พ่ายให้กับ บราซิล ไป 1-3 อีก ขณะที่ในปี 1990 นั้น พวกเขาก็สามารถกรุยทางผ่านเข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเลยทีเดียว

เกียรติประวัติ (ขณะยังเป็น ประเทศเชโกสโลวาเกีย)

- แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 1976
- เหรียญทองการแข่งขันโอลิมปิค เกมส์ ปี 1980

Comments Off

Tags: , ,

ทีมชาตินิวซีแลนด์

Posted on 04 May 2010 by halahuya

ประวัติทีม

หลังจากมีช่วงเวลาที่ย่ำแย่เมื่อสี่ปี ก่อน นิวซีแลนด์กลับมาอยู่ในจุดสูงสุดของพวกเขาอีกครั้ง ภายใต้การนำทัพของกุนซือคนเก่ง ริคกี้ เฮอร์เบิร์ต เมื่อสามารถพา“ออล ไวท์”ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2010 ที่แอฟริกาใต้ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี หลังจากครั้งสุดท้ายที่ทำได้ก็ต้องย้อนไปเมื่อ 28 ปีที่แล้ว ที่สเปนเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1982 โน่นเลย เฮอร์เบิร์ต และ ไบรอัน เทอร์นเนอร์ ผู้ช่วยของเขา ถือเป็นสองกุญแจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังของทัพกีวีครั้งนี้ เมื่อพาทีมเป็นแชมป์ของกลุ่มโอเชียเนีย จนกระทั่งได้สิทธิ์ไปเพลย์ออฟกับ บาห์เรน ทีมดังจากอาหรับ และเป็น”ออล ไวท์”ที่ทำได้ดีกว่าทั้ง 2 เกม

นิวซีแลนด์ได้เปิดตัวมาครั้งหนึ่งในทัวร์นาเมนต์คอเฟดเดอเรชั่นคัพ 2009 แต่พวกเขากลับมีผลงานไม่สู้ดีนัก เพราะแชมป์ยุโรปอย่าง สเปนถล่มเละ 5-0 พร้อมตกรอบแรกอย่างน่าอนาถ แต่ฝันร้ายทั้งหมดถูกลืมไปหมดสิ้น เมื่อพวกเขาเปิดบ้านชนะ บาห์เรน ได้ 1-0 จนส่ง”ออล ไวท์”ไปทัวร์แอฟริกาใต้อย่างยิ่งใหญ่

นิวซีแลนด์ผงาดเป็นแชมป์กลุ่มโซนโอเชียเนียอย่างไม่ลำบากนัก เมื่อพวกเขาเปิดตัวห้าเกมแรกด้วยชัยชนะ ก่อนที่จะไปบุกพ่ายให้กับ ฟิจิ ในเกมที่ไม่มีความหมายใดๆแล้ว อีกทั้งยังส่งผู้เล่นสำรองลงเกือบยกชุด หลังจากนั้น กองทัพกีวีต้องรอกันยาวถึง 11 เดือน ก่อนที่จะมาเล่นแมทช์แห่งความทรงจำกับยอดทีมจากเอเชียที่หลุดมาเพลย์ออ ฟอย่าง บาห์เรน ที่ช็อกโลกผ่าน ซาอุดิอาระเบีย เข้ามาอย่างเหลือเชื่อ เท่ากับว่าทีมดังจากอาหรับผ่านเข้ามาเพลย์ออฟเป็นครั้งที่สอง เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยผิดหวังมาแล้วด้วยการพ่ายตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ซึ่งเกมแรกนิวซีแลนด์บุกไปยันเสมอบาห์เรนได้ก่อน 0-0 และเกมที่สอง”ออล ไวท์”ได้ประตูที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ รอรี่ย์ ฟาล์ลอน ในช่วงนาที่สุดท้ายของครึ่งแรก ก่อนที่อีกหนึ่งฮีโร่ มาร์ค แพสตั้น จอมหนึบ จะมาเซฟจุดโทษสำคัญในช่วงต้นครึ่งหลัง ถือเป็นช็อตเซฟครั้งสำคัญในชีวิตเขาเลย

ดางดังประจำทีม

Jeremy Christie >> Midfielder

สโมสร ปัจจุบัน : Barnsley (League One)

Chris Killen >> Forward

สโมสร ปัจจุบัน : มิดเดิลสโบรช์

โค้ช

ริคกี้ เฮอร์เบิร์ต (Ricki Herbert)


ริคกี้ เฮอร์เบิร์ต เป็นหนึ่งในอดีตนักเตะทีมชาตินิวซแลนด์ ที่มีส่วนร่วมกับทีมในศึกฟุตบอลโลกที่สเปนในปี 1982 และเป็นผู้เล่นกีวีคนแรกที่ได้เล่นในอังกฤษกับสโมสร วูล์ฟส์แฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส หลังจากกุนซือหนุ่มเข้ามารับงานกุนซือทีมชาตินิวซีแลนด์เมื่อปี 2005 เฮอร์เบิร์ต ยังทำหน้าที่คุมทีม เวลลิงตั้น โฟนนิกซ์ สโมสรใน เอ-ลีก ควบคู่ไปด้วย ในช่วงแรก ก่อนจะมาเป็นเฮดโค้ชให้กับ”ออล ไวท์”เต็มตัวในเวลาต่อมา

สถิติที่ผ่านมาในฟุตบอลโลก

นิวซีแลนด์เคยผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเพียงแค่ครั้งเดียว ก่อนหน้านี้ ที่สเปนในปี 1982 นั่นเอง โดย”ออล ไวท์”สามารถฝ่าด่านสำคัญอย่าง ออสเตรเลีย มาได้ ด้วยการบุกไปชนะถึงแดนจิงโจ้ ก่อนที่จะเอาชนะทั้ง ซาอุดิอาระเบีย และ จีน เข้ามาได้ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็พ่ายเรียบวุธในรอบสุดท้ายที่สเปน และตกรอบแรกตามระเบียบ ซึ่งกีวีอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับ บราซิล, สหภาพ โซเวียต และ สก็อตต์แลนด์

สถิติ

- ริคกี้ เฮอร์เบิร์ต เคยเป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมที่สามารถพาทีมไปแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

Comments Off

Advertise Here
Advertise Here

INFORMATION